kohrabeachcamp.com
Hornbill Survey with Guru Oad - Koh Ra Beach Camp
พี่อ๊อดเดินทางออกจากป่าเขาใหญ่ อ.ปากช่อง มาถึงตามที่เรานัดหมายกันเอาไว้ช่วงเช้าวันที่ 18 เมษายน กำหนดการเดิมของเราถูกเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามสภาพอากาศอันแปรปรวน อย่างไรก็ดีโปรแกรมหลัก ๆ ตามแผนเดิมยังคงอยู่อย่างครบถ้วน เริ่มจากการบรรยายเรื่องระบบนิเวศวิทยาของนกเงือกและความสัมพันธ์ของมันต่อธรรมชาติ งานนี้เด็ก ๆ ในโรงเรียนบ้านหินลาด อ.คุระบุรีซึ่งมาฟังการบรรยายได้รับประโยชน์กันไปเต็ม ๆ เพราะไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะขอเจียดเวลาอันมีค่าซึ่งมีอยู่อย่างจำกัดของพี่อ๊อด (แกต้องทำทั้งงานวิจัย เก็บข้อมูลและการเดินสายบรรยาย สัมมนาทั้งในเมืองไทยและต่างประเทศ) แต่แกก็ยังตอบรับคำเชิญของเราด้วยความเต็มใจ “พี่ชอบบรรยายให้เด็ก ๆ ฟัง อยากให้พวกเขาได้ความรู้” พี่อ๊อดกล่าว นักเรียนตัวจริงและตัวปลอมตั้งใจฟังการบรรยาย น่าสนใจจริง ๆ ไม่เฉพาะพวกเด็ก ๆ เท่านั้น พวกเราเหล่านักเรียนโข่งก็พลอยได้รับความรู้ตามไปด้วย และเราพอจะสรุปข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนกเงือกได้ดังต่อไปนี้ “ปริมาณของนกเงือกเป็นดัชนีชี้วัดความอุดมสมบูรณ์ของป่า บริเวณไหนที่มีนกเงือกเยอะแสดงว่าป่านั้นมีความอุดมสมบูรณ์มาก” – ทายซิเอ่ย ถ้านกเงือกเป็นผู้ปลูกป่า แล้วสัตว์ประเภทไหนเป็นผู้ทำลายป่า? “นกเงือกได้ชื่อว่าเป็น Farmer of the forest ช่วยแพร่กระจายพันธุ์ไม้ในป่าอย่างมีประสิทธิภาพมาก มันกินผลไม้และพืชกว่า 200ชนิด มากกว่านกพันธุ์อื่น ๆ” – ถึงนกเงือกจะกินพืชพรรณเป็นร้อยชนิด แต่ก็ยังแพ้คนที่กินข้าวเปลือกทั้งโกดังก็ยังไม่อิ่ม “นกเงือกเป็นนก Monogamous มีผัวเดียวเมียเดียว ถ้าตัวใดตัวหนึ่งตายจากไปก่อน อีกตัวจะไม่มีคู่ใหม่” – ถ้ามนุษย์ประพฤติตัวเหมือนนกเงือกได้ ต้นงิ้วคงเหงาแย่ “ในฤดูวางไข่ ตัวเมียจะเข้าไปกกไข่อยู่ในรัง จากนั้นทำการปิดปากโพรงเพื่อป้องกันศัตรู ส่วนตัวผู้จะทำหน้าที่หาเลี้ยงตัวเมียและลูกที่เพิ่งฟักออกมา มันต้องหาอาหารมาป้อนแม่กับลูกนกตลอดทั้งวัน” – นกเงือกตัวผู้เหล่านี้สมควรได้รับรางวัลพ่อนกเงือกดีเด่น “วิธีการเลี้ยงลูกของนกเงือกมี 3 วิธีคือ พ่อแม่ช่วยกันเลี้ยง พ่อเลี้ยงเดี่ยว และญาตินกช่วยกันเลี้ยง” – ญาตินกช่วยกันเลี้ยง! ข้อนี้ขอแสดงความนับถือจากใจจริง เกร็ดความรู้เกี่ยวกับนกเงือกยังมีอีกเยอะ ล้วนแล้วแต่น่าสนใจทั้งนั้น ตามกำหนดการเดิมเมื่อจบการบรรยายแล้ว เราจะเดินทางขึ้นเกาะทันที เพื่อที่จะได้ออกเดินป่าสำรวจนกในตอนเช้าตรู่ของวันรุ่งขึ้น ก่อนหน้านี้เด็ก ๆ ตื่นเต้นกันมาก ทุกคนมาลงชื่อและขออนุญาตพ่อแม่ไปดูนกที่เกาะพร้อมกับพี่อ๊อด แต่เป็นเรื่องน่าเสียดายที่เราจำเป็นต้องเปลี่ยนแผน เนื่องจากระยะนั้นมีพายุฝนคลื่นลมแรง อาจไม่ปลอดภัยต่อการนำกลุ่มเด็ก ๆ ขึ้นเกาะ ระหว่างทางไปเกาะระ ช่วงเวลาที่พวกเรานั่งเรือไปเกาะระนั้นเป็นเวลาเดียวกับที่พระอาทิตย์เพิ่งตอกบัตรเลิกงานและกำลังเดินทางกลับบ้าน เมื่อแสงสุดท้ายที่ปลายฟ้าลาลับแนวเทือกเขา เรือโดยสารของเราก็เข้ามาจอดที่ป่าโกงกางทางด้านทิศตะวันตกของเกาะ จากนั้นพวกเราเดินเท้าเข้าไปที่แค้มป์ท่ามกลางบรรยากาศธรรมชาติยามค่ำคืน มีดวงดาวพราวฟ้าส่องแสงนำทาง สี่สิบนาทีต่อมาก็มาโผล่ที่จุดหมายปลายทาง ณ. อ่าวสนอันเป็นสถานที่ตั้งของเกาะระบีชแค้มป์ เราได้พบแจ็ซ อแมนด้าและเฌอมัลร์อาสาสมัครจาก GVI (Global Vision International) กำลังทานข้าวอยู่ที่ร้านอาหาร หลังจากทักทายกันแล้วเราได้ชวนพวกเธอร่วมเดินป่าสำรวจนกเงือกตอนเช้าตรู่วันพรุ่งนี้ด้วยกัน แจ็ซสนใจมากและกระตือรือร้นที่จะร่วมทีมไปกับเราด้วย แต่เมื่อได้ทราบว่ามันต้องใช้เวลาเกินครึ่งวันเธอก็ขอสละสิทธิ์ เพราะทั้งสามสาวมีโปรแกรมที่ต้องกลับขึ้นฝั่งวันพรุ่งนี้ตอนบ่าย หลังจากเช็คอินเข้าที่พัก อาบน้ำประแป้งเสร็จแล้วก็มารับประทานอาหารเย็นร่วมกับพี่อ๊อด คืนนั้นแกเล่าประสบการณ์การทำงานให้กับมูลนิธินกเงือก ทั้งวิธีการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับนก การใช้ชีวิตในป่าและการเอาตัวรอดเมื่อเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย รวมถึงการถ่ายทำสารคดีในป่าร่วมกับทีมงานของ National Geographic, BBC และเล่าเรื่องสนุก ๆ ที่ประสบพบเจอระหว่างการเดินป่าตลอดระยะเวลากว่ายี่สิบปี เหล่าชายฉกรรจ์ในคณะของเราฟังแล้วเกิดอาการคันอยากจะตามไปเข้าป่าเขาใหญ่กับพี่อ๊อดด้วย ก่อนที่จะเซย์กู้ดไนท์กันพี่อ๊อดนัดทุกคนให้ตื่นทันทานอาหารเช้าเวลา 6:30น. และแจ้งให้แม่ครัวเตรียมอาการกลางวันใส่ห่อสำหรับทุกคน เราจะทานข้าวกันในป่า นอกจากนี่เป็นครั้งแรกที่มีการสำรวจนกเงือกที่เกาะระ ยังเป็นครั้งแรกที่ฉันจะได้กินข้าวกลางวันกลางป่าอีกด้วย ว้าว…ชักตื่นเต้นเสียแล้วสิ พี่อ๊อดจะพาเราเดินดูต้นไม้ที่เป็นอาหาร เป็นโพรงนอนของนกเงือก และหากโชคดีเราจะได้เจอนกเงือกที่อยู่ในโพรงด้วย เช้าตรู่วันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใสไม่มีเค้าของเมฆฝน แสงแดดอบอุ่น นกน้อยร้องจิ๊บ ๆ ราวกับต้องการเร่งเร้าให้พวกเราเข้าป่าไปทักทายพวกมันไว ๆ เมื่อทานอาหารมื้อเช้าเสร็จ เรายัดกล่องข้าวกลางวันและน้ำดื่มคนละสองขวดใส่กระเป๋าเป้แล้วก็ออกเดินทางไปทางด้านทิศตะวันออกของแค้มป์ ทีมเดินป่าของเราประกอบไปด้วย พี่อ๊อด น้าNบังการีม ตากล้อง และผู้เขียน ชุดเดินป่าที่ดีเป็นแบบนี้จ้า สิ่งที่ควรระวังเมื่อเดินป่าคือมดแดง เห็บป่า ตัวทาก การแต่งกายที่มิดชิด รัดกุมช่วยป้องกันไม่ให้สัตว์ตัวเล็ก ๆ แต่ฤทธิ์แรงเหล่านั้นเบียดเบียนเราได้ และเราควรใส่เสื้อผ้าสีที่กลมกลืนกับธรรมชาติเช่นเขียว ครีม น้ำตาล สมาชิกสองคนในคณะของเรา (รวมฉันด้วยเป็นนักเดินป่าสมัครเล่น เครื่องแต่งกายของพวกเราคือรองเท้าแตะ เสื้อยืดแขนสั้น กางเกงขาสั้น – เป็นตัวอย่างที่ไม่ดี) ส่วนคนที่เหงื่อออกง่ายควรพกผงเกลือแร่ติดตัวไว้ด้วย พวกเราพาเดินกันไปเรื่อย ๆ ไม่เร่งรีบ เมื่อรู้สึกเหนื่อยก็แวะนั่งพัก จิบน้ำ สูดอ๊อกซิเจนบริสุทธิ์เข้าปอดลึก ๆ สัมผัสและโอบกอดต้นไม้ใหญ่เพื่อรับพลังงานให้มีแรงเดินต่อไป (ในขณะที่นั่งพัก พวกเราบางคนใช้เวลาได้อย่างมีค่าด้วยการคุยกับต้นไม้ !) ตากล้องของเรากับชุดเดินป่า เด็ก ๆ เดินตามพี่อ๊อดมาเลยจ้า ระหว่างทางเราได้พบรอยเท้ากวาง นกที่หาดูยาก ต้นไม้ที่เป็นอาหารของนกเงือก เช่นต้นไทร (เป็นอาหารจานหลักของนกเงือก) ต้นเลือด ต้นยางโอน และต้นไม้ที่น่าสนใจอื่น ๆ โดยมีพี่อ๊อดคอยให้ความรู้ตลอดรายการ บางครั้งแกเก็บผลสุกของต้นไม้ที่เป็นอาหารนกเงือกมาให้เราลองชิมด้วย แกบอกว่าพืชทุกชนิดที่นกเงือกกินนั้นแกลองชิมมาหมดแล้ว กีบกวางบนรอยทราย เลือดที่ไหลออกมาเป็นยางของต้นไม้ ผลของต้นเลือดคืออาหารของนกเงือก บังการีมกำลังส่องกล้องดูอาหารนกเงือกอย่างใกล้ชิด ความพิเศษของเกาะระหรือที่ชาวบ้านแถบนั้นเรียกว่าเกาะญี่ปุ่นคือมีสภาพธรรมชาติอันบริสุทธิ์ และนับเป็นเกาะที่อุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์ป่าและพืชพรรณไม้เกาะสุดท้ายในทะเลอันดามัน ป่าบนเกาะนี้แบ่งออกได้ถึงสี่ชนิด ได้แก่ป่าดิบชื้น ป่าโกงกาง ป่าพรุ และป่าชายหาด สาเหตุที่ป่าบนเกาะนี้ยังคงความบริสุทธิ์อยู่ได้ก็เพราะมีนักท่องเที่ยวเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่เคยขึ้นมาสัมผัสเกาะแห่งนี้ ชาวบ้านจำนวนน้อยที่อาศัยอยู่ในบริเวณนี้เป็นชาวมอร์แกน และส่วนหนึ่งเป็นคนไทยที่เข้ามาหักร้างถางพง หาที่ทำการเกษตร ซึ่งส่วนมากคือปลูกต้นยางและปาล์ม พวกเราเดินผ่านกลางดงผืนป่าดิบชื้นมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตก นักเดินป่าสมัครเล่นถูกตัดกำลังระหว่างการเดินทางด้วยต้นหวายที่มีหนามแหลมคม รังมดแดงและหนทางที่ลาดชัน เพิ่งจะรู้ซึ้งตอนนี้เองว่ารองเท้าเดินป่าและกางเกงขายาวนั้นมีความสำคัญมากเพียงไร ยิ่งเดินกันมาไกลก็ดูเหมือนกล่องข้าวและน้ำดื่มที่อยู่ในเป้ยิ่งทวีน้ำหนักเพิ่มขึ้นตามเส้นทางนั้น ตลอดห้าชั่วโมงในป่าพวกเราได้หยุดพักรวม ๆ แล้วไม่เกิน 30 นาที จนกระทั่งเดินกันมาถึงกระท่อมน้อยน่ารักกลางป่าของน้าNจึงได้พักทานอาหารกลางวัน การเดินป่าในภาคบ่ายทีมงานเปลี่ยนเส้นทางไปด้านทิศเหนือ และเส้นทางนี้ได้นำเราไปสู่โพรงของนกแก๊กหรือนกแกง (Orental Pied Hornbill หรือ Anthracoceros albirostris) พี่อ๊อดสังเกตเห็นมูลแม่นกที่ติดอยู่ตรงปากโพรง แกคาดคะเนว่านกแก๊กพ่อ แม่ ลูก จากโพรงนี้ไปประมาณสิบวันก่อน นอกจากนั้นเรายังได้เห็นบ้านนกแก๊กที่ว่างเปล่าอีกหลายหลัง พี่อ๊อดยังให้ความรู้ทีมงานของเราเกี่ยวกับการเริ่มต้นทำโปรแกรมทัวร์ดูนกอีกด้วย โดยสิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นเลยคือการเก็บข้อมูลเกี่ยวกับเส้นทาง และต้นไม้ที่เจอระหว่างทาง เราต้องรู้ว่ามันเป็นต้นอะไร ผลของมันจะสุกเมื่อไร และเป็นอาหารของนกชนิดไหน การรวมกลุ่มนักดูนกหนึ่งกลุ่มไม่ควรมีสมาชิกเกิน 10 คน เพราะหากมีคนมากเกินไป ก็จะคุยกันเอง ส่งเสียงเจี๊ยวจ๊าวรบกวนสัตว์ป่าและนก จนอาจทำให้การเดินป่าดูนกในวันนั้นไม่เจอนกสักตัวเลยก็ได้ ส่วนการแอบดูนกเงือกนั้นจำเป็นจะต้องสร้างบังไพร (Blind) ไว้หลบซ่อนตัว เพื่อไม่ให้นกเงือกจับได้ว่าเรากำลังแอบส่องกล้องมองดูมัน เพราะธรรมชาติของนกเงือกนั้นก็เหมือนกับสัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ คือจะตื่นตกใจและหนีไปเมื่อเห็นคน เรื่องสำคัญต่อมาคือการให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยว ทั้งเรื่องการแต่งกาย ข้อปฏิบัติระหว่างการเดินป่า และเกร็ดความรู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับธรรมชาติ นั่งพักดูแผนทิ่ และ GPS สองสิ่งสำคัญในการเดินป่าของพี่อ๊อด พี่อ๊อดให้ความเห็นว่าด้วยสภาพของเกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ การมีขนาดเนื้อที่กว้างใหญ่กว่า 12,000ไร่ ป่ามีความอุดมสมบูรณ์ และมีพืชพรรณที่เป็นอาหารของนกเงือกมากมาย ที่นี่จึงน่าจะมีจำนวนนกเงือกมากถึงสองร้อยตัวและพลเมืองหลักก็คือนกแก๊ก ในฤดูผสมพันธุ์เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คาดว่ามีลูกนกเกิดใหม่เป็นจำนวนมาก สิ่งที่พี่อ๊อดให้ความสำคัญมากเป็นอันดับต้น ๆ คือการทำความเข้าใจกับชาวบ้านในท้องถิ่นไม่ให้จับลูกนกไปเลี้ยงหรือนำไปขาย ความเป็นจริงเกี่ยวกับลูกนกเงือกคือมันจะน่ารักและออดอ้อนเจ้าของอยู่เพียงไม่กี่ปี เมื่อย่างเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์มันจะเริ่มก้าวร้าวตามสัญชาตญาณสัตว์ป่า และเมื่อนั้นเจ้าของที่ไม่เห็นความน่ารักของนกเงือกแล้วก็จะปล่อยมันไป นกเงือกที่ถูกเลี้ยงมาตลอดชีวิตนั้นหาอาหารกินเองไม่เป็น หากถูกปล่อยกลับเข้าป่ามันก็จะจบชีวิตลงในเวลาไม่นาน…. ส่วนเจ้าของก็อาจจะสั่งเอาลูกนกเงือกตัวใหม่ไปเลี้ยงอีก แล้ววงจรอุบาทว์ก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง …. บางครั้งคนก็เป็นต้นเหตุที่ทำให้สัตว์ป่าเปลี่ยนพฤติกรรมโดยไม่ได้ตั้งใจ พี่อ๊อดยกตัวอย่างฝูงลิงที่ป่าเขาใหญ่ เวลานี้เป็นลิงเสียนิสัย เนื่องจากติดใจขนมกรุบกรอบ ขนมถุงที่นักท่องเที่ยวแบ่งให้ บางตัวก็ติดผงชูรสที่ติดอยู่ในขนม ลิงขอทานเหล่านี้จะเฝ้าคอยแต่จะขออาหารจากมนุษย์ ไม่ยอมเข้าป่าไปหากินเอง บางครั้งที่ไม่มีคนให้อาหารก็จะเริ่มปฏิบัติการขโมยของกินจากบ้านของเจ้าหน้าที่ในป่า หรือตามบ้านพักนักท่องเที่ยวในอุทยาน หากคนไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้สัตว์ป่าขโมยของ ก็จะโมโหและอาจจะทำร้ายหรือดักยิงสัตว์ป่าเหล่านั้น สิ่งที่เราสัมผัสได้ชัดเจนจากตัวตนของพี่อ๊อดคือนอกจากแกจะเป็นพหูสูตผู้รอบรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ ป่าไม้และนกเงือกแล้ว แกยังเป็นคนที่ห่วงใยในผืนป่าและสัตว์ป่ามาก แกไม่ฆ่าแม้แต่ปลิงที่มาเกาะกินเลือด หากแต่จะปล่อยมันกลับคืนสู่ธรรมชาติทุกครั้ง และปฎิบัติเช่นเดียวกันกับเห็บป่าและยุง การทิ้งขยะที่ย่อยสลายยากในป่าเป็นเรื่องที่พี่อ๊อดพบเห็นมาตลอดชีวิตการเดินป่าของแก ซึ่งบางครั้งก็นำความเจ็บปวดมาให้เมื่อต้องเห็นสัตว์ป่าต่าง ๆ ต้องเจ็บป่วยล้มตายเพราะขยะเหล่านี้ กวางบางตัวท้องป่องตายเพราะกินถุงก๊อปแก๊ปเข้าไปทั้งถุง และบางตัวก็ถูกฝาอาหารกระป๋องบาดกีบจนเน่า เมื่ออาการอักเสบลุกลามมาถึงขา สิ่งที่กวางตัวนั้นทำได้ก็คืออยู่เพื่อรอวันตาย เต็นท์ที่เรานอน สภาพภายในเต็นท์ ที่นอน ผ้าห่ม หมอนไม่ต้องเอามาเอง ทางบีชแค้มป์แจกให้ทุกคน ถัดไปไม่ไกลเป็นเต็นท์ของพี่อ๊อด การเดินป่าในเวลาปกติพี่อ๊อดจะนอนเปล ไม่ได้นอนเต็นท์แบบนี้ ร้านอาหารของเกาะระ บีชแค้มป์ซ่อนตัวอยู่ในป่า ดอกไม้งามหน้าร้านอาหาร นกเงือกน้อย ขาประจำของแค้มป์เรา ก่อนที่โครงการสำรวจนกเงือกเป็นครั้งแรกบนเกาะระจะสิ้นสุดลง พี่อ๊อดแสดงความห่วงใยในผืนป่าบนเกาะแห่งนี้ นับว่าเป็นเรื่องดีที่จะมีการก่อตั้งสวนพฤกษศาสตร์ทางทะเลและชายฝั่งเกาะระ หากโครงการยังไม่เริ่มต้นในเร็ววันนี้ป่าที่อุดมสมบูรณ์แห่งสุดท้ายในทะเลอันดามัน อาจถูกบุกรุกจับจองแผ้วทางและใครบางคนหรือหลาย ๆ คนอาจต้องการทำให้ผืนป่านี้เป็นพื้นที่เสื่อมโทรมเพื่อจะได้เรียกร้องให้มีการออกเอกสิทธิ์ และเมื่อถึงวันนั้นนกเงือกรวมถึงสัตว์ป่าชนิดอื่น ๆ ก็จะไม่มีบ้านอยู่อาศัย ส่วนผู้ที่จะได้รับผลกระทบรายต่อมาก็คือพี่น้องชาวไทยที่จะสูญเสียผืนป่าอันบริสุทธิ์สวยงามไปอีกหนึ่งแห่ง