‘For Independence and Peace - FPolisario [Frente Polisario]’, Organization of Solidarity with the People of Asia, Africa and Latin America, Havana, Cuba, 1979. The Polisario are the main national liberation organization fighting for Western Sahara’s independence from Morocco.


Polisario - Untitled

Music from Saharan cellphones is a compilation of music collected from memory cards of cellular phones in the Saharan desert. 

In much of West Africa, cellphones are are used as all purpose multimedia devices. In lieu of personal computers and high speed internet, the knockoff cellphones house portable music collections, playback songs on tinny built in speakers, and swap files in a very literal peer to peer Bluetooth wireless transfer. 

The songs chosen for the compilation were some of the highlights – music that is immensely popular on the unofficial mp3/cellphone network from Abidjan to Bamako to Algiers, but have limited or no commercial release. They’re also songs that tend towards this new world of self production – Fruity Loops, home studios, synthesizers, and Autotune. 


Portraying the Saharawis, The last thing you lose is hope.

The homeland of the Saharawi people is the Western Sahara, the north-western region of Africa on Moroccos northern borders. Yet for more than 35 years the Saharawis have been living on Algerian land.

The Western Sahara was a Spanish colony. In 1973 some Sahwarawi formed the Polisario Front to oust the Spanish. The Saharawis gained political strength and a UN mission showed support for their independence. However, the withdrawal of Spain led to an invasion by neighbouring countries Morocco and Mauritania, and Saharawis began to emigrate from their own land to Algeria.

In 1976 the Polisario Front declared a Republic and started a guerrilla war between Mauritania and Morocco. Having won the war against Mauritania, the Moroccan forces still kept control of the major cities, and by the mid-1980s, a sand wall had been built dividing up the land.

The existence of a peace process has led to a cease-fire between the Polisario Front and Morocco but the country remains divided. Morocco controls the coastal west side, an area rich in resources. The liberated portion of the country is inland, economically useless and heavily land-mined.

This body of work portrays a people who have not given up hope. Their aim is to get back to their land. Their perpetual refugee status denies them the land, freedom or society to continue developing their culture, even to feed themselves properly. The effects landmines can have on human beings is just one of the more visible devastations resulting from this conflict. Yet in the face of such mutilation and with everyday hardship a fact of life they remain committed. But where does this situation lead? And what does it mean for future generations of Saharawis?

Bernat Millet

A soldier of the Polisario Front holds her child and a rifle during training in the Western Sahara, December 1978. The Polisario are a Sahrawi liberation movement who fought against Moroccan control of the Western Sahara from the 1970s to early 1990s. Female soldiers were key to defending the the Tindouf refugee camps during the conflict and today the women’s wing of the Polisario contains around 10,000 members. 

Sahrawis in Western Sahara. The Sahrawi people (الصحراويون, Iseḥrawiyen, Ṣeḥrawa) are a people living in the western part of the Sahara, which includes Western Sahara (claimed by the Polisario and mostly controlled by Morocco), other parts of southern Morocco, most of Mauritania, and the extreme southwest of Algeria. As with most Saharan peoples living in the Great African Desert, Sahrawi culture is a mix of different influences in the area. It shows mainly Berber-Tuareg characteristics, like the privileged position of women, along with Bedouin Arab and black African characteristics. Sahrawis are composed of many tribes and are largely speakers of the Hassaniya dialect of Arabic, some speak Berber dialects in both of Morocco’s disputed and non-disputed territories.

it never got much publicity even at the time but in the 70s several right wing french groups took their revenge for the loss of algeria with acts of terrorism. the charles martel group was responsible for a wave of bomb attacks on the algerian consulate and air algerie offices and the kidnapping of 2 algerians in revenge for the kidnapping of 2 french ppl by polisario in mauritania. the delta organization which assassinated the chairman of amicale des algeriens en france was just one of several organizations that took responsibility for a rash of murders. if you know french read fausto giudice’s book arabicides.

War of Western Sahara



ดินแดนที่เรียกว่าซาฮาร่าตะวันตก คือ ดินแดนชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติด ของดินแดนอัฟริกาตะวันตกเฉียงเหนือ ถูกล้อมไปด้วย ประเทศโมรอคโคตอนเหนือ มัวริทาเนีย และอัลจีเจีย
ระหว่างปี 1884 -1975 ตกเป็นอาณานิคมของประเทศสเปน สเปนอ้างการเข้าไปอารักขาเพื่อการยึดครองเป็นเมืองขึ้น สเปนสร้างจังหวัด สเปนซาฮาร่า (Spanish Sahara) ในปี 1958 โดยผนวกเอาดินแดนทาทงเหนือชื่อ ซากัว เอล ฮามร่า (Saguia el-Hamra) และดินแดนทางใต้ ริโอ เดอ โอโร่ (Rio de Oro) เข้าได้กัน ซึ่งภายใต้การปกครองของสเปน ประชาชนซาฮาร่าตะวันตก ได้ลุกขึ้นสู้เพื่อปลดปล่อยตัวเองอยู่เนืองๆ ตลอดเวลา เช่น กลุ่มของชีค มา อัลเอเนียน(Shaykh ,Ma al-Aynayn) ที่ลุกขึ้นสู้กับฝรั้งเศส ในเมืองซะมาร่า ซึ่งอยู่ใจเขต ซากัว เอล ฮามร่า แต่เป็นเมืองเดียวที่อยู่ในซาฮ่าร่าตะวันตกที่ไม่ได้อยู่ภาายใต้สเปน ขณะนั้นฝรั่งเศสขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดนตอนเหนือของแอฟริกาตะวันตก

ในปี 1902  ชีค มา อัลเอเนียน ได้ใช้เมือง ซะมาร่า (Smara) เป็นนครหลวงของตน ให้เป็นศูนย์กลางศาสนา มีการสร้างห้องสมุดอิสลาม เพื่อให้เมืองกลายเป็นศูนย์กลางศาสนา สมาร่า ถือเป็นนครศักดิ์สิทธิมาแต่โบราณ เพราะว่าเป็นดินแดนโอเอซิสกลางทะเลทราย และมักจะมีกองคาราวานสินค้าเดินทางผ่านเป็นประจำ 

ในปี 1904 ชีต มา อัลเอเนียน ประกาศสงครามศักดิ์สิทธิเพื่อขับไล่ฝรั่งเศส ทำให้เกิดสงครามกลางเมืองนานหลายปี จนฝรั่งเศสเองถอนตัวออกไปในปี 1913  และโอนอำนาจบริหารให้กับสเปน แต่ว่าก่อนจะออกจากซามาร่า ฝรั่งเศสทำลายเมืองจนพังพินาศลงแล้ว ในปี 1934 เกิดการลุกฮือต่อต้านสเปนอีกครั้งหนึ่ง ทำให้สเปนและฝรั่งเศสร่วมมือกันทำสงครามต่อชนพื้นเมืองที่ลุกขึ้นต่อต้านอำนาจ และบ้านเมืองได้กลายสภาพเป็นการจราจล ปี 1956-1958 โมร๊อคโค ชักใยกลุ่ม Army of Liberation เพื่อต่อสู้กับฝรั่งเศส และสเปน อย่างหนัก แต่ว่าสองมหาอำนาจยุโรปยังสามารถรักษาอำนาจเอาไว้ได้

ในปี 1967 (หรืออาจเป็นปี  1969) เกิดการก่อตั้งกลุ่มกลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อปลดปล่อยซาฮาร่า ชื่อในภาษาอารบิค คือ ฮาราเกต ตาห์เรอ Harakat Tahrir (Liberation Movement หรือ The Movement for the Liberation of the Saguia el Hamra and Rio de Oro) ก็ลุกขึ้นต่อสู้บ้าง แต่ว่าใช้แนวทางสันติวิธี โดยนายมูฮัมมัด บาสสิรี (Muhammad Bassiri) เป็นผู้ก่อตั้ง กลุ่มฮาราเกต ตาห์เรอ ใช้แนวทางในการต่อสู้อย่างสนติวิธี แต่ว่าตัวเขาเองถูกเจ้้าหน้าที่ตำรวจสเปนจับกุมตัวขณะที่ตำรวจเข้าสบายการเดินขบวนประท้วง ในวันที่ 17 มิถุนายน 1970  คาดกันว่าคงถูกสังหาระหว่างที่อยู่ในเรื่องจำ หลังความล้มเหลวของการต่อสู้ด้วยสันติวิธีของกลุ่ม ฮาราเกต ตาห์เรอ ชาวซาฮาร่าตะวันตะ ก็ละทิ้งสันติวิธี และก็กลับมาจับอาวุธเข้าประหัดประหารกับผู้ยึดครองดินแดนของตนอีก 

ปี 1971 เกิดกลุ่ม โปลิสาริโอ ฟรอน์ท (Polisario Front) หรือ Frente Popular para la Liberación de Saguia el-Hamra y de Río de Oro (Frente POLISARIO) ที่ก่อตั้งโดย เอล อัวลิ มุตตาฟา ซาเยด (El Ouali Mustapha Sayed) เยาวชนซะมาร่า และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยโมร๊อคโค ที่เคลื่อนไหวปฏิวัติอำนาจของสเปน โดยสมาชิกหลายคนจากฮาราเกต ตาห์เรอ เข้าร่วมกับโปลิสาริโอ ฟรอนท์ ด้วย กลุ่มโปลิสาริโอ ฟรอน์ท ได้รับการสนับสนุนจากประเทสอัลจีเรีย และโมร๊อคโค ด้วย นอกจากนั้นยังได้รับความช่วยเหลือบ้างจากลิเบีย และโมริทาเนีย , โปลิสาริโอ ฟรอน์ท ถือเอา 10 พฤษภาคม 1973 เป็นวันก่อตั้งอย่างเป็นทางการ

ปี 1975 มีการเปิดเจรจาระหว่าง สเปน โมร๊อคโค และ มาริทัวเนีย และได้มีการลงนามใน ข้อตกลงแมดดริด (Madrid Accords)   31 ตุลาคม โมร๊อดโค ส่งกองทัพเข้ายึดดินแดนบางส่วนในซาฮ่าราตะวันตก ได้ดินแดนราวสองในสาม ได้แก่เขต ซากัว เอล แฮมรา และ บางส่วนของ ริโอ เด โอโร โมรอคโคได้ขนประชาชนของตนเองเข้ามา โดยมีประชาชนและทหารรวมตัวกันเป็นกลุ่ม Green March เข้ามาตั้งบ้านเรือนในซาฮาร่าตะวันตก อ้างสิทธิเหนือดินแดนดังกล่าว และทำให้ชาวซาฮาราวี (Saharavi) เจ้าของประเทศดังเดิมกลายเป็นชนกลุ่มน้อยในดินแดนตัวเอง ชาวซาฮาร่าวี กลายเป็นผู้อพยพภัยสงคราม ซาฮาร่าวี กว่า 165,000 คน ต้องย้ายไปอาศัยในค่ายลี้ภัยในทะเลทรายอัลจีเลีย โดยไม่ได้รับการดูแล และยังเกิดค่ายลี้ภัยในอีกหลายแห่งทั้ง อัมจาลา (Amgala) ทาฟาริติ (Tifariti) อัม เดรก้า (Umm Dreiga) เปิดหน้าประวัติศาสตร์อีกฉบับของสงครามกับศัตรูรายใหม่ ในขณะที่มัวริทาเนีย ยึดครองดินแดน ริโอ เด โอโร ทางตอนใต้เอาไว้ และสเปน ถอนตัวจากซาฮาร่าตะวันตกตามข้อตกลงแมดริดในปี 1976

มกราคม 1976 กองทัพอากาศแห่งโมร๊อคโค ส่งเครืองบินรบ ทิ้งระเบิดในค่ายผู้อพยพทางในดินแดนทางเหนือ กุมภาพันธ์ ค่ายผู้ลี้ภัยในอัม เดรก้้า ถูกโมร๊อคโคโจมตี ด้วยระเบิดนาปาล์ม และฟอสโฟรัสขาว (white phosphorus เป็นอาวุธสงครามที่ผิดต่อกฏหมายระหว่างประเทศ เหยื่อที่ไม่เสียชีวิต มักมีแผลเหมือนไฟไหม้ทั่วร่างกาย) มีผู้คนหลายพันคนเสียชีวิต โปลิสาริโอ ฟรอน์ท ประกาศ สาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาฮาร่า (Sahrawi Arab Democratic Republic) ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 1976 ครั้งนี้ พวกเขาต้องต่อสู้กับทั้งโมร๊อคโค และมัวริทัวเนีย พวกเข้าต่อสู้ด้วยสงครามกองโจร ย้ายศูนย์อำนวยการไปยังเมืองตินดูฟ (Tindouf) ในอัลจีเรียตะวันตก (Western Algeria) ซึ่งทำให้ค่ายผู้ลี้ภัยในอัลจีเลีย กลายเป็นค่ายที่ใหญ่ที่สุดไปด้วย  รัฐบาลอัลจีเลียและลิเบีย ให้การสนับสนุนด้านการเงินและอาวุธกับโปลิสาริโอ ฟรอน์ท ทำให้โลิสาริโอ ฟรอน์ทมีกำลังหลายพันนาย พร้อมอาวุธที่ทันสมัย รถจีฟ และอูฐ

ปี 1985 ถึง ปัจจุบัน โมร๊อคโค ผนวกเอาดินแดนซาฮาร่าตะวันตกไว้ได้เกือบ 80 เปอร์เซ้นต์ มีการสร้างกำแพงทรายความยาวกว่า 2500 กิโลเมตร  เพื่อปกป้องดินแดน ซึ่งครอบคลุม 3 ใน 4 ของพรหมแดน  ภายใต้การเจรจาโดยสหประชาชาติเป็นตัวกลาง โมร๊อดโค และ ฟรอน์ท เปลิซาริโอ เคยเกือบจะสามารถจัดให้มีการหย่อนบัตรลงคะแนนกันได้ แต่ว่าที่สุดแล้วก็หาข้อสรุปสุดท้ายกันไม่ได้ 

ปี 1990 สหประชาชาติจัดตั้งคณะทำงานเพื่อการลงประชามติในซาฮ่าร่าตะวันตก United Nations Mission for the Referendum in Western Sahara (MINURSO) มีเป้าหมายให้จัดการลงคะแนน โดยประชาชนว่าจะแยกตัวเป็นอิสระ หรือว่าต้องการรวมเข้ากับโมร๊อคโค MINURSO สามารถทำให้เกิดการหยุดยิ่งระหว่างโมร๊อคโคและฟรอน์ท เปลิซาริโอ ได้ในกันยายน ปี 1991 แต่ว่าก็ไม่เชิงสำเร็จสมบูรณ์ทีเดียวเพราะสงครามและการปะทะยังมีอยู่เรื่อยๆ หลายสิบปีที่ผ่านมา โลกต้องจ่ายเงินเพื่อช่วยเหลือผู้ลี้ภัยสงครามจำนนวกว่า 160,000 คนผ่านโครงการอาหารโลก (WFP,World Food Program) และยาจำนวนนวนมากผ่านกาชาดสากล มีนักโทษชาวโมร๊อคโกกว่า 514  คนที่ยังถูกขังอยู่ในเรือนจำของ ฟรอน์ท เปลิซาริโอ มานานกว่า 20  ปี เป็นนักโทษสงครามที่ยาวนานที่สุดในโลก  โมร๊อคโก และ ฟรอน์ท เปลิซาริโอ ยังตกลงกันไม่ได้ว่าจะจัดการลงประชามติ “อย่างไร” ข้อเสนอโดยสหประชาชาติถูกปฏิเสธมาแล้วหลายครั้ง จากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดหรือทั้งสองผ่าย โมร๊อคโก ละเมิดข้อตกลงที่ทำไว้กับ MINURSO หลายครั้ง เช่น การสร้างบ้านเรือนในพื้นโดยไม่ได้รับอนุญาต และมีการเคลื่อนยุทโธปกรณ์ทหาร

ระหว่าง 2008-2009 ฟรอน์ท เปลิซาริโอ ฉลองครบรอบ35 ปีเมือวันที่ 20 พฤษภาคม 2008 และ 33 ปีของการประกาศสาธารณรัฐประชาธิปไตยอาหรับซาฮาราวิ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2009 

22 มกราคม 2009 ฟรอน์ท เปลิซาริโอ ประกาศเขตเศรษฐกิจพิเศษ อ้างกรรมสิทธิ 200 ไมล์ทะเล สำหรับประเทศซาฮาร่าตะววันตกของพวกเขา และบอกว่าสหภาพยุโรปต้องยุติข้อตกลงในการทำประมงค์ที่ทำให้กับโมร๊อคโคในปี 2005

ฟรอน์ท เปลิซาอิโอ ยังบอกว่าทหารและนักรบของฝ่ายตนยังคงถูกสังหารหรือหายตัวไป โดยถูกโมร๊อคโคทำร้าย แม้ว่าโมร๊อคโคจะปฏิเสธ สงครามยาวนานกว่าศตวรรษ เฉพาะกับโมร๊อคโคเองก็นานเกือบ 50 สิบปีแล้ว แต่นาฬิกาสงครามยังไม่หยุดเดิน เมืองซามาร่ายังอยู่ภายใต้การปกครองของโมร๊อคโค ผู้คนยังนอนในค่ายลี้ภัยในทะเลทราย สงครามที่หลายคนอาจจะไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นในทุกวันนี้ 


anonymous asked:

what is wrong with being anti-zionist? im aware of the baggage the title holds, but i am genuinely caring about the struggles of the palestinians (being half palestinian myself) like i would with other anti-imperialist groups such as the IRA, the POLISARIO front, and other liberators. I don't support hamas, only PFLP, fatah, and the like. so why is it wrong to support struggles against imperialism, and globalism? why does the bloodthirsty US, EU, China, and Russia all support Israel?

I don’t think being anti-zionist is inherently wrong. My big problem is that far too many anti-zionists either espouse anti-semitic ideas, or stand silent when the ideas permeate the movement. Until I see anti-zionists seriously stand up against anti-semitism I can’t support the movement. Contemporary Zionism exists as a response to anti-semitism. The core belief is that Jews have been unable to life safely as Jews whether secular, observant or anywhere in between without some kind of safe homeland. To oppose Zionism by addressing who supports it rather than to challenge its raison d’etre is to ignore the elephant in the room. Israel’s population is largely made up of refugees and their descendants, many of whom were barred from immigrating anywhere else. Israel has guaranteed them a safe place to live when the rest of the world turned its back on them.

I’m not going to deny that Palestinians have been the victims of this effort. But at the same time, with the question of global anti-semitism left largely unanswered by anti-zionists, what alternative do people who already live there and have no other home have? To voluntarily dismantle their country? That will take some convincing, and demonizing a people who have suffered greatly because of a long history of demonization isn’t going to work. An anti-zionism that doesn’t make the fight against anti-semitism a core part of what it is doing is doomed to fail, because the people who are actually necessary to dismantle Zionism, Israeli Jews, won’t feel safe in a world without the one place that guaranteed their safety when no one else did.