*tgwltt

ร้อยหนัง: มกราคม

หนึ่งในปณิธานปีใหม่ที่ตั้งไว้คือ ปีนี้จะดูหนังอย่างน้อยร้อยเรื่อง

ช่างเป็นปณิธานที่จิ๊บจ๊อยและเห็นแก่ตัวสิ้นดี

แถมเพิ่งมานึกได้ว่าน่าจะเขียนบันทึกไว้ ก็ ขอเตือนไว้ ณ ที่นี้ว่า นี่ไม่ใช่รีวิว และจะพยายามไม่สปอยล์

และคงพล่ามไม่รู้เรื่อง

1. The Big Short

ปีใหม่ผ่านไปไม่กี่วันก็ได้เข้าโรงไปดู The Big Short

ก่อนดูก็รู้แค่ว่ามันเป็นหนังเกี่ยวกับวิกฤติการเงินปี 2008 แล้วก็รายชื่อนักแสดง (ซึ่งออลสตาร์ยังกะอเวนเจอร์ส)

เฮ้ย หนังดีมาก สตีฟ คาเรลกับคริสเตียน เบลแสดงดีสุด ๆ ขำนิดเครียดหน่อย ศัพท์แสงไม่ยากมาก อธิบายพอเข้าใจ

ติดอยู่อย่างตรงที่แทรก stock footage สไตล์สารคดีเนี่ย มันหลุด ๆ ไงไม่รู้

ส่วนเนื้อเรื่องคงพูดอะไรไม่ได้มาก มันสร้างจากเรื่องจริงนี่เนอะ

2. Seeking a Friend for the End of the World

สตีฟ คาเรลอีกละ!

Seeking a Friend for the End of the World (พิมพ์ชื่อก็เหนื่อยแล้ว) เป็นหนังบ้า ๆ เกี่ยวกับการนับถอยหลังสู่วันสิ้นโลกของคนบ้า ๆ สองคน

มุกตลกถูกจริตเราอะ ดูไปยิ้มไป ชอบ

แต่มาตกม้าตายตอนหลัง ๆ นี่แหละ ถ้าเป็นเพื่อนกัน platonic ๆ จะจบสวยมาก นี่มาอะไรก็ไม่รู้ จาก 9/10 เหลือ 7 พอ วู้

…เปลี่ยนใจละ เคียร่าแสดงดี บ๊อง ๆ ดี ให้ซัก 7.5

3. The Garden of Words

พล่ามไว้ในนี้แล้วว่าหวานขมมาก ภาพสวยสุดบรรยาย ตอนจบบีบคั้นหัวใจ

ทั้งเรื่องมีแต่ฝนกับรองเท้า แต่ชอบ อิ

4. The Girl Who Leapt Through Time

เหงา ดูแล้วเหงา แต่เพลินดี อมยิ้มไปด้วย

ที่แปลกคือชอบเสียงพากษ์ (ซึ่งปกติจะไม่ค่อยสนใจ) เด็ดสุดตรง “โอนี่จัง ดาเม่~ ดาเม่~~~” ทำไมชอบไม่รู้ ฮ่า ๆๆ

เราไม่เก็ทความเศร้าของมัน และเชื่อว่าหนังเรื่องนี้ไม่ได้เล่าเรื่องเศร้า

การย้อนเวลาไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ การย้อนเวลากลับไปแก้นู่นแก้นี่ขี้ปะติ๋วก็ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ (About Time เป็นต้น) แต่ TGWLTT ก็เล่าไอ้เรื่องไม่แปลกใหม่นี่ให้เป็นรสชาติที่มีเอกลักษณ์ได้

ที่สำคัญคือตัวละครมีมิคิดี ไม่ใช่แค่ตัวละครแม่พิมพ์

5. Lost in Translation

แม่เจ้า ฉากเปิด…

หนังเล่าถึงคนสองคนที่หลงทาง ทั้งหลงทางในมหานครโตเกียว ทั้งหลงทางในชีวิต

ดูได้จากสีหน้าของบิล เมอเรย์ที่ตะโกนว่า “กูมาทำอะไรที่นี่” ตลอดทั้งเรื่อง

ถ้าใครไม่ชอบหนังแนวนี้ (แนวไหนไม่แน่ใจ หาคำนิยามไม่ถูก) คงคิดว่ามันน่าเบื่อมาก ทั้งเรื่องไม่เห็นมีอะไรเลย ตอนไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่นลืมพล็อตไว้ที่ฮอลลีวูดหรือไง

แต่เราว่าความมึน ๆ หลง ๆ นั่นแหละคือแก่นของมัน

ที่ชอบอีกอย่างคือ สิ่งที่ไม่อยู่ในจอสำคัญพอ ๆ กับสิ่งที่อยู่ในจอ คือ มันใช่อะ มันคือ lost in translation จริง ๆ อะ

6. 500 Days of Summer

อินมากกกกกก

ชอบวิธีเล่าเรื่องมาก ตัดย้อนไปย้อนมาเหมือนจะตะกุกตะกักแต่ลื่นมาก

อารมณ์ขึ้นลงเป็นรถไฟเหาะ ยิ้ม ๆ อยู่ตัดไป ตึ่งงงงง เศร้าเลย

เป็นความเศร้าแบบจะโกรธใครก็ไม่ได้อะ มันไม่มีใครผิด ชีวิตมันเป็นอย่างงี้ มันช่วยไม่ได้ ก็เลยหงุดหงิดทั้งน้ำตาอยู่อย่างงั้นน่ะ เราเลยไม่เข้าใจคนที่บอกว่านางเอกใจร้ายอย่างงั้น โหดเหี้ยมอย่างงี้ ทอมมโนไปเองมั้ย ซัมเมอร์ไม่ผิดดดด

พูดถึงความมโนของทอม เราว่าสิ่งที่หนังต้องการจะสื่อ (แล้วก็เน้นอยู่บ่อย ๆ ตลอดเรื่อง) คือความคาดหวัง และมุมมองต่อความสัมพันธ์ที่ถูกบิดเบือนโดยความคาดหวังนั้น ๆ

ที่รู้ ๆ คือเรื่องนี้ขึ้นหิ้งแล้ว เดี๋ยวได้ดูอีกหลายรอบชัวร์

แต่สุดท้ายเราก็ไม่แน่ใจว่าทำไมถึงอิน คงเป็นเพราะเรื่องคำนิยามของความสัมพันธ์มั้ง