Follow posts tagged #ameyokocho in seconds.
Sign upもしもし、東京 。 。 。 。 (final)
(ต่อ)
ตลาดอาเมะโยโกะ
ตลาดก็ยังคงคึกคักเหมือนที่เคยเห็น
ที่นี่ขายกันทุกสิ่งอย่าง ตั้งแต่ของกินไปยันรองเท้า
ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ส่วนคนขายก๊อตะโกนขายของกันโหวกเหวก
ส่วนอิชั้นสุขใจได้อยู่ในดง J pop ยังไงไม่ทราบ (กร๊ากกกก)
บนหัวมีรถไฟวิ่งคึ่ก ๆ ผ่านไปมาเป็นระยะ ๆ
ได้บรรยากาศดี
(บรรยากาศอะไรของเอ็งงงงง)
เป้าหมายหลักว่าจะหาข้าวมื้อเช้าผสมเที่ยงกินกัน
แต่เจอปัญหาใหญ่ … .
คือ แบบว่าร้านรวงมันเยอะแยะ เลือกไม่ถูกก็อย่างหนึ่ง
บางร้านก็ขายด้วยตู้หยอดเหรียญ ซื้อไม่เป็นด้วยอีกอย่างหนึ่ง
จด ๆ จ้อง ๆ เดินวนไปมาอยู่นาน ก็ตัดสินใจไม่ได้สักทีว่าจะกินอะไร
ผ่านร้านขายผลไม้เสียบไม้หลายร้าน
หูผึ่งได้ยินคำว่า “โออิชิ” สลับกับคำว่า “อะมั่ย” ตลอดเวลา
อยากขอลองดูสักหน่อยว่ามัน “อร่อย” และ “หวาน” แค่ไหนกันเชียว
ถอยเมล่อนมากันคนละแท่ง
เค้ายืนกินกันตรงนั้นแหละ หน้าร้าน ข้างถังขยะ
(จริง ๆ ต้องบอกว่าถังทิ้งเปลือกแตงโม กะแท่งไม้)
ไอ้เราอยากเดินไปกินไปชมตลาดไป ก็เกรงจะไม่งาม
เสียกริยาหญิงไทยใจหาญ เลยต้องยืนกินข้างถังตามกระแส
เมล่อนนั่นก็ทั้งหวาน ทั้งเย็น ชุ่มคอดีจริง ๆ สมราคาคุย
ค่าเสียหายจาก เมล่อนเสียบไม้ 100 เยน
ขนาดชิ้นเมล่อนก็พอ ๆ กับชิ้นผลไม้รถเข็นบ้านเรานี่เอง
นอกจากเมล่อนแล้วก็ยังมีทั้งสับปะรด แตงโม และสตรอเบอรี่
เสียบไม้เรียงไว้เป็นแถว รอให้เลือกไปกินกัน
จริง ๆ อยากลองทั้งแตงโม และสับปะรด
เพราะเห็น “โอบ้าซัง” ที่ยืนกินอยู่ข้าง ๆ
หันมาพยักเพยิด ชมนักชมหนาว่า “หวานนนนนนนเน้ะ”
จนไอ้เราอยากจะลองมั่ง … .
ส่วนสตรอเบอรี่เล็งไว้แล้วว่า ก่อนกลับโรงแรมค่อยซื้อไปแช่ตู้เย็นกินกันวันหลัง
กินเมล่อนเสร็จพุงกางไปแล้วนิดหน่อย
(ก่อนกินหน้าท้องแบนเรียบนะ สาบานได้)
แต่ใจก็ยังยืนยันว่าต้องกินข้าวตุนไว้ก่อน เพื่อจะได้เที่ยวกันตามแผนต่อไป
ยังไง “กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้อง” ฮ๊ า ฟ ฟ ฟ ฟ ฟ ฟ
ก็ตั้งธงกันไว้แล้วว่าจะปรับตัวให้เข้ากับเวลาที่ญี่ปุ่นกันตั้งแต่วันแรกเลย
ตามทางที่เดินผ่านก็เจอทั้งร้านราเมนเกี๊ยวซ่า
ร้านข้าวหน้าปลาดิบต่าง ๆ และร้านคาเร่ ที่เคยเห็น “ท่านชูชก” แนะนำเอาไว้
แต่ก็ตัดสินใจไม่ได้สักที แถมมีเมล่อนมาถ่วงท้องไว้แล้วด้วย
เดินตลาดกันจนได้เวลาพอสมควรจึงตัดใจ
วิ่งเข้าร้านคาเร่ร้อยปีไปในที่สุด
(เค้าขายมานานมาก ๆ แล้วจริง ๆ นะ)
เข้าร้านไปก็ให้ตกใจยิ่งนัก “ทำไมในร้านมันมีแต่ผู้ชายฟระ”
(อิ อิ จริง ๆ แล้วชอบใช่มั้ย เอ็งถึงตัดสินใจเลือกร้านนี้)
หยอดเหรียญกดการ์ดสั่งเบอร์เกอร์คาเร่กับโค้กไปแบบเก้ ๆ กัง ๆ
เมนูที่ตู้หยอดเหรียญเป็นภาษาถิ่นล้วน ๆ
(ต้องงัด “ฟาม ซา มาด” อันน้อยนิดออกมาใช้)
ของ “คุณปลาทอง” รู้สึกจะเป็น “คัตสึคาเร่” นะ
แล้วมันก็กลายเป็นเมนูประจำของเธอด้วย
โทษฐานไม่กินดิบ ไม่กินเนื้อ (กร๊ากกกก)
ส่งการ์ดรายการอาหาร ให้เฮีย ๆ หลังเค้าน์เตอร์ แล้วก็นั่งรอ
รอไม่นานเลย ข้าวราดแกงกะหรี่หอมกรุ่นข้นคลั่กก็ถูกยกมาเสริฟ
เอิ่ม….. มันแบบว่า…..
เยอะมากกกกกกกกก จะกินหมดมั้ยนั่น???
แถมสั่งโค้กมาคนละขวดอีกตะหาก
เป็นโค้กขวดเล็กจิ๋วหลิวเย็นฉ่ำ และแก้วเปล่าเย็นเจี๊ยบ ไม่มีน้ำแข็ง
แต่หารู้ไม่ว่าเค้าเสริฟน้ำเปล่าเย็นเจี๊ยบบบบให้ฟรี ๆ กินดื่มได้ไม่อั้น (อ่าววว)
อร่อยดีนะ ข้าวแกงกะหรี่ ทั้งสีและรสชาติเข้มข้นมาก
กินกับผักดองที่ตักเติมได้เรื่อย ๆ
บนโตะมีเครื่องปรุงอื่น ๆ อีกแยะ แต่ไม่ได้แตะเลย เพราะไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
สังเกตได้อย่างนึงคือ คนญี่ปุ่น กินกันเร็ว และเยอะมาก ก ก ก ก
แป้บเดียวกินกันหมดเกลี้ยงไม่มีเหลือติดจาน
ทีนี้ ยัยคนต่างด้าวทั้งสองคนเลยรู้สึกกดดันง่ะ
อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้ว แต่ก็ต้องกินต่อไปจนหมด
เ ก ร ง ใ จ เ ค้ า (ฮา…..)
“gochisosama deshita”
ขอบคุณสำหรับอาหารมื้อแรกในญี่ปุ่นจ้า
… …
![]()
![]()
กินก็อิ่มแล้ว เดินตลาดกันจนทั่วก็แล้ว ยังไม่หมายใจจะซื้ออะไร
ไปหาที่นั่งพัก โทรศัพท์กลับบ้านดีกว่า
เพราะตั้งแต่ออกนอกประเทศมาจนบัดนี้ ยังไม่โทรหาที่บ้านเลย
ถอย sim2fly มากะจะใช้งานที่ญี่ปุ่น พร้อมเติมเงินไว้พร้อม
ไม่โรมมิ่งเบอร์ของตัวเองไว้ด้วย
แต่ปรากฏว่าใช้งานไม่ได้ คือ ทำตามขั้นตอนแล้ว
โทรติดแล้ว แต่ไม่ได้ยินเสียงกันและกันเลย
จำต้องงัดเบอร์โรมมิ่ง มหาโหดของ “คุณปลาทอง” มาใช้
รายงานตัวให้ที่บ้านหายเป็นห่วงกันซะก่อน
(เจ็บใจนัก ซิม ทู ฟาย ซิมที่เอ็งหลอกข้าให้เป็นฟายสองตัวใช่มั้ย???)
ทำเลที่นั่งพักโทรกลับบ้านของเรา คือ แปลงดอกไม้ตรงลานหน้าสวนอุเอะโนะ
ระหว่างพยายามโทรกลับบ้านอยู่นั่นเอง
มี “โอจี้ซัง” ท่าทางไม่ค่อยน่าไว้วางใจเดินมาป้วนเปี้ยนใกล้ ๆ
ทำให้รู้สึกไม่ค่อยสบายใจ
แต่สงสัยหน้าตาจะแสดงกริยาหวาดกลัวชัดเจนไปหน่อย
“โอจี้ซัง” แกเลยหันมาบอกเป็นภาษาถิ่นว่า
“ไม่ต้องกลัว ฉันเดินมาดูดอกไม้เฉย ๆ” (แป่วววววววว)
ระหว่างที่พยายามต่อโทรศัพท์ผ่าน “ซิม ทู ฟาย” อยู่อย่างบ้าคลั่ง
สักพักก๊อมีคนเดินมาถามทางไปตลาดอาเมะโยโกะซะงั้น
(คราวนี้มาเป็นภาษาปะกิต)
รึเราจะหน้าตารับแขก รึเราหน้าเบลนไปกับประชาชน (ก็ไม่นะ)
รึมีแผนที่ติดอยู่ที่หน้ากันฟระ
ทั้ง ๆ ที่ยุ่งขิงอยู่กับการโทรศัพท์แท้ ๆ เธอคนนั้นยังอุตส่าห์เดินเข้ามาถามทาง
ก็เลยหันไปถาม “คุณปลาทอง” ว่า
“ตะกี้เราเดินมาจากทางไหนนะ”
เท่านั้นแหละ … .
ชีคนนั้นก็หัวเราะกร๊าก (จนเรางง)
ถามเรากลับว่า “คนไทยหรอคะ”
พร้อมทำหน้าไม่อยากเชื่อว่าจะจุดไต้ตำตอ
เลยบอกทางกันด้วย “ภาษาแม่” สะดวกปาก สบายมือเชียะ
เออเว้ยเฮ้ย … . เจอคนไทยง่ายดายจริงเว้ย
โบกมือลา พร้อมกับอวยพรกันและกัน ด้วยความสุขใจ
… …
จนได้เวลาไปเช็คอินกันแล้ว จึงแวะกลับไปสอยสตรอเบอรี่กลับโรงแรม
ห้องที่โรงแรมกว้างแคบ สะอาดสะอ้าน ตามมาตรฐานโรงแรมญี่ปุ่น
เมื่อจัดการข้าวของเสร็จสรรพ ก็วางแผนการท่องเที่ยวสำหรับครึ่งวันหลัง
ตัดใจเปิดใช้งานตั๋วเมทโทรวันแรกแม้จะล่วงเลยมาบ่ายแก่ ๆ
เพราะยังไง ๆ ก็เป็นการเดินทางที่ไม่คุ้นเคยเลยสักนิด
กางแผนที่โตเกียวเมทโทร แบบกึ่งงง กึ่งเข้าใจ
กะเอาง่าย ๆ ดูจุดที่เราอยู่ มองหาจุดที่จะไป
ดูสีของสายรถไฟ จำเลข และชื่อสถานีให้แม่นยำ (เท่านี้เอ๊ง)
ยิ่งมีตั๋วเบ่งเข้านอกออกในไม่จำกัดแล้วแบบนี้
ไม่ต้องกลัวหลง ไม่กลัวหากจะออกผิดทาง (ล่ะฟระ)
เป้าหมายต่อไป
วัดเซนโซจิ อาสะกุสะ
… … . .
อาสะกุสะ
วัดเซนโซจิ
นั่งโตเกียวเมทโทรสายกินซ่า (G)
จากสถานนีอุเอะโนะ (G16) ไปลงสถานีอาสะกุสะ (G19)
ห่างกันนี้ดดดดดดเดียวเอง
วิธีขึ้นรถไฟก็ไม่ยาก วิธีเดียวกันกะรถไฟเคย์เซย์
คือเสียบตั๋ว (เสียบแนวไหนก็ได้อีกต่างหาก) เดินผ่านเครื่องกั้น รับตั๋วคืน
(เหมือนขึ้น BTS บ้านเราเปี๊ยบบบบบบบ)
รถไฟใต้ดินตอนบ่าย ๆ คนไม่แน่นเท่าไหร่ สะดวกสบายตามสภาพ (คือดีมาก)
แต่ขาออกจากสถานีเนี่ยแหละสำคัญ
พอออกจากรถไฟ ตาต้องมองหาป้ายบอกทาง
(ถ้าไม่โดนคลื่นมนุษย์พัดไปซะก่อนอ่ะนะ)
หรือมองหาทางออกที่ใกล้จุดหมายที่เราจะไปมากที่สุด
บริเวณสถานีจะมีแผนที่ชัดเจน
(ซึ่งสองสาวชาวสยามอย่างเราอ่านแผนที่เก่งมากกกกกกก)
เว้นแต่จะหาแผนที่ไม่เจอ … …
ก๊อถามเค้าเอา
เพราะบางทีแผนที่มันดั๊นนนนนไปอยู่ตรงทางที่ออกจากเครื่องตรวจตั๋วแล้ว
เจอแบบนั้น ก๊อต้องเดินอ้อมกัน ไกลหน่อย
… …
ใครจะไปเดินเที่ยวประเทศนี้ขอเตือนอย่างนึง
เตรียมตัว “เดิน” กันเลือดสาดดดดดดดด เดินกันน่องปูด
(ให้ตายสิ คนญี่ปุ่นเดินกันอึดมาก แม้กระทั่งคนแก่)
ออกจากสถานีได้ ก๊อเดินไปวัดกัน
(เว้นแต่จะใช้บริการ “รถลากพี่หล่อล่ำ” ก็ไม่ต้องเดินให้เหนื่อย)
วัดเซนโซจิ วัดที่มีโคมไฟใหญ่ยักษ์ วัดที่ทุกทัวร์ไทยต้องไป
ได้ยินเสียงพูดภาษาไทยทางโน้น ทางนี้ บ้างนิดหน่อย
แต่ส่วนใหญ่เป็นคนญี่ปุ่นซะแทบทั้งนั้น
สองข้างทางจากประตู Kaminarimon จนถึงประตู Hozo
รวมถึงบริเวณใกล้เคียง
เป็นร้านขายของฝาก ของที่ระลึก ของกระจุ๊กกระจิ๊ก เสื้อผ้า ของโอทอป
รวมไปถึงสินค้าไอดอล
(ซึ่งไม่ได้เข้าไปดู เด๋วเค้าจารู้ว่าตรูบ้าไอดอลลลลลลลลล) (ฮา….)
ใครใคร่ช้อป ก็ช้อป ใครใคร่ชัก ก็ชัก (ชักภาพอ่ะนะ)
เดินชิลล์ ไม่เร่ง ไม่รีบ ถ่ายรูปนี่โน่นนั่น เหล่ผู้ชาย ผู้หญิง กันไปตามทาง
บ่ายแก่มากแล้ว คนไม่เยอะ (รึเค้ากลัวไม่มาเที่ยวญี่ปุ่นกันแล้วก็ตามแต่)
ทำให้เดินได้สบายอารมณ์ เก็บภาพผู้คน สถานที่ สถาปัตยกรรมไปเรื่อย ๆ
แต่สังเกตได้ ลูกทัวร์ “เดินช้า” ของเราทั้งสอง
ไม่นิยม “เข้ากล้อง” โดยเจตนาเท่าใดนัก
อาจจะเป็นประเภทช้านรับตัวเองในขณะนี้ไม่ได้รึไงเนี่ยแหละ (ฮา)
ไม่ถ่ายรูปตัวเองกันเลย … . .
![]()
เมื่อเป็นคนไม่ไหว้พระ ไม่ไหว้เจ้า เลยเดินดูชาวบ้านทำกิจกรรมไปเรื่อย ๆ
ชอบความคอนทราสต์ของบางมุมในวัด เช่น มุมที่มองเห็นโตเกียวสกายทรี
หรือมุมที่มองเห็นสวนสนุกข้าง ๆ วัด เป็นต้น
นี่ยังไม่นับจังหวะเห็นหนุ่ม ๆ สาว ๆ แต่งตัวทันสมัย โดนใจ
เดินเข้าวัด ไหว้พระ สวดมนต์ ขอพรสิ่งศักดิ์สิทธินะ
เพราะอันนั้นมันคอนทราสต์อยู่ในตัวของมันเองอยู่แล้ว
และชอบมาก โดยส่วนตัว เพราะรับอิทธิพลมาเยอะ
จากบรรดา “ผู้ชาย” เลยอินง่าย
ของซื้อของขายมีเยอะแยะ น่าซื้อไปเป็นของฝาก
(แบบไม่ต้องสนใจราคา อย่าใยดีเครื่องคิดเลข)
แต่อดใจไว้ก่อน ยังไม่ถึงเวลาสำหรับการช้อปปิ้งของฝาก
พอเดินเล่น ชมวัด ชมศาลเจ้า ชมนก ชมไม้ ชมปลา จนได้ที่
ก็สมควรแก่เวลาบอกลาอาสะกุสะ
![]()
เดินออกจากวัดมาทางแม่น้ำสุมิดะ ไปทางสะพานแดง
แวะไปดูตึกเบียร์อาซาฮีซะหน่อย
เพราะช่วงนี้ไม่มีซากุระให้ชม จึงได้แต่ชมใบซากุระแทน
(มันแทนกันได้มั้ย?)
เขียวววววววเป็นแนวยาวเชียว
แถวนั้นมีล่องเรือกัน ซึ่งนั่นไม่อยู่ในโปรแกรมของเรา
ก๊อยืนมองเค้าไปละกัน
… …
![]()
ฟ้ายามนั้นขมุกขมัว เหมือนฝนจะตก
ดูไปดูมาไม่รู้ว่าเมฆ หรือหมอก มันดูรัว ๆ ราง ๆ
อากาศเย็นยะเยือก เลยคิดว่าสมควรแก่เวลาโบกมือลาอาสะกุสะอย่างจริงจัง
เดินหน้า เป้าหมายต่อไป
“โตเกียวทาวเวอร์”
… … . .
โตเกียวทาวเวอร์
สาเหตุหลักที่ตัดสินใจไปโตเกียวทาวเวอร์ในวันนี้
ก็เพราะเกรงว่าจะไม่คุ้มค่าที่เปิดใช้ตั๋วเมทโทร
(ฮา….เหตุผลอารายของเอ๊งงงงง)
เลยหาเรื่องไปที่อื่นต่อ
เพราะไหน ๆ นี่ก็เป็นวันแรกที่โตเกียวแล้ว
ก็ต้องไปแลนด์มาร์กของโตเกียวสิ (หาเหตุผลเข้าข้างตัวเอง)
รีบไปซะก่อนที่โตเกียวทาวเวอร์จะโดนรุ่นน้องขึ้นมาแทนที่
“โตเกียวสกายทรี” ใกล้จะสร้างเสร็จแล้ว
ไปดูซะให้เห็นกับตา
โครงเหล็กสีแดงเจิดจ้า ที่แสนคุ้นเคยนั่นน่ะ
ตั้งใจแบบยังไม่ได้ตัดสินใจแน่ชัด
ว่าจะแค่ไปดูโตเกียวทาวเวอร์จากข้างล่าง
แบบแหงนคอตั้งบ่า … . .
หรือจะยอมเสียเงินขึ้นไปบนโตเกียวทาวเวอร์
เพื่อชมเมืองโตเกียวยามค่ำคืนจากมุมสูง
ไว้ไปคิดเอาข้างหน้าละกัน
… …
วิธีไปโตเกียวทาวเวอร์ไม่ยาก
กางแผนที่โตเกียวเมทโทร จะเห็นว่าไปได้หลายทาง (ปาดเหงื่อ)
จากสถานีเมทโทรอาสะกุสะ (G19) นั่งสายกินซ่า (G)
ไปลงที่สถานีกินซ่า (G09)
สลับขบวนรถไฟไปนั่งสายสีเทา (Hibiya :H)
สายฮิบิยะที่สถานีกินซ่า (H08) ไปลงที่สถานี Kamiyacho (H05)
ถึงแล้วก็แค่มองหาทางออกไปโตเกียวทาวเวอร์
แต่แค่ออกจากสถานีเท่านั้นแหละ
อู ย ย ย … ยะเยือก
ฟ้าข้างนอกเย็นย่ำ แต่ก็ไม่มืด
ลมพัดแผ่วพลิ้วเป็นระยะ ๆ
แต่เย็นเป็นบ้าเลยขอบอก
ทางเดินจากสถานีเมทโทรเดินไปโตเกียวทาวเวอร์ เป็นทางลาดขึ้นเนิน
บรรยากาศดี บ้านเมืองสวยงาม อากาศโพล้เพล้
แอบเล็งวัดฝั่งตรงข้ามสถานี เห็นเสาโทริอิไม้ และคงต้องปีนกระไดหลายสิบขั้น
ดูน่าสนใจ
![]()
เดินไปจนพ้นเนิน พบกับโบสถ์คริสต์ แต่ไม่มีป้ายใด ๆ ที่อ่านออก
เดาว่าไม่ใช่โบสถ์คาธอลิก
ตัวโบสถ์สวยดี แต่เพราะปิดไว้มองไม่เห็นใคร
ทางเดินไปโตเกียวทาวเวอร์ไม่ยากจริง ๆ (แบบว่าเห็นเป้าหมายชัดเวอร์ง่ะ)
แค่เดินกันจนหอบเหนื่อย ก็มาถึง ฐานโตเกียวทาวเวอร์
เวลา ณ ตอนนั้น เกือบจะทุ่มนึงแล้ว ฟ้ายังสว่างอย่างน่าแปลกใจ
และไม่มีการเปิดไฟที่ตัว “หอคอยโตเกียว” แต่อย่างใด
อาคารตรงฐานโตเกียวทาวเวอร์รู้สึกจะเป็นห้าง และโรงแรม
คนเข้าออกกันขวักไขว่
ริมรั้วที่ฐานโตเกียวทาวเวอร์ตอนนั้นปลูกกุหลาบเลื้อยสวยเชียว
เป็นกุหลาบดอกโต ๆ สีแดงและสีเหลือง กลิ่นหอมมากด้วย
เห็นกุหลาบแล้วคิดถึง “เจ้คนต้นคิด” ชวนกันไปเที่ยวเมืองนอกยิ่งนัก
เลยตั้งใจถ่ายรูปกุหลาบกับโตเกียวทาวเวอร์ แบบสวย ๆ
ตั้งใจจะถ่ายไปฝากเจ้คนนั้น
(แต่คนถ่ายรูป ฝีมือห่วยขั้นเทพ สงสารเจ้มาก)
![]()
ที่ฐานฝั่งนึงของโตเกียวทาวเวอร์ด้านทางเข้าห้าง
มีรูปปั้นน้องหมาหลายตัว ในหลากหลายอิริยาบถ
แต่ไม่ทราบความหมาย และที่มาของรูปปั้นเหล่านั้น
มีพยายามอย่างแรงกล้าอยากเก็บภาพรูปปั้นน้องหมา พร้อมกับโตเกียวทาวเวอร์
แต่คงฝันสูงเกินไป
เพราะแม้จะนอนราบลงไปกับพื้นถนนก็คงจะไม่ได้ภาพมุมที่ต้องการ
จำได้จากการซ้อมเดินเล่นแถว ๆ นี้ ผ่านแผนที่อากู๋
รู้สึกว่าจะมีวัดและสวนสาธารณะอยู่ด้วย
แต่ ณ เวลานั้น เย็นมากแล้ว
และหนาวในระดับที่ไม่ได้เตรียมตัวมาเผชิญความหนาว
จึงไม่ได้ไขว่คว้า พยายามจะไปหาเรื่องเที่ยวเพิ่ม
จริง ๆ แล้วอยากจะเห็นภาพโตเกียวทาวเวอร์ยามเปิดไฟ
แต่รอแล้วรอหาย … . .
ฟ้าก็ไม่มืดลงสักที และก็ไม่มีทีท่าว่าเค้าจะเปิดไฟด้วย
(รึเค้าจะประหยัดไฟกัน)
ค่ำมาก และหนาวมากแล้ว แถมนี่เพิ่งเป็นวันแรกของทริปเรา
เพื่อเข้าสู่เซฟโหมด เลยตัดสินใจพากันกลับ
เพราะถ้าเกิดป่วยกันซะตั้งแต่วันแรก ก็คงจะหมดสนุก
และหนทางของเรายังอีกยาวไกลนัก
… …
ใช้เส้นทางเดิมกลับสถานีเมทโทรอุเอะโนะ
เดินสำรวจสถานีรถไฟ JR อุเอะโนะที่อยู่ติดกัน
ร้านรวงต่าง ๆ ดูน่าสนใจ
แต่มื้อเย็นวันนี้ เราเลือกไปทำข้อสอบกันที่ “อิจิรันราเมน”
ประดักประเดิด ในการหยอดเหรียญซื้ออาหารกันอีกคราว
ที่ตู้ร้านนี้มีรูปแปะไว้ แต่มันก็ไม่ช่วยอะไร (ทำยังไงว๊า)
แล้วก็มีเหยื่อมาให้ถาม เป็นแก็งค์สาวญี่ปุ่น
เมื่อเราไม่รู้ก็ต้องถามฟระ ถามโลด
“ต้องกดยังไงอ่ะคะ”
ทุกคนใจดีแม้จะสื่อสารกันแค่ “เยส โน โอเค” ก็เหอะ
“อาริงาโตะโกะไซมัส” นะคะ … . .
สรุปคือเลือกกินอะไรง่าย ๆ เพลน ๆ ราเมงธรรมดา ๆ
ส่วน “คุณปลาทอง” ก็ไม่ต่างกัน งงงวยกับเมนูราเมงหยอดเหรียญ
จิ้มกันไปจิ้มกันมายังไม่รู้ว่าจะได้อะไรมากิน
ได้การ์ดรายการอาหารมาแล้วก็พร้อม “เข้าห้องสอบ”
แจ้งกับน้องสาวด้านหน้าตู้กดแล้วว่า “ขอทำข้อสอบเป็นภาษาอังกฤษ”
โต๊ะนั่งเป็นแถวยาว มีคอกกั้น ฟีลประมาณโต๊ะอ่านหนังสือในห้องสมุด
ผิดก็แต่ฝั่งด้านหน้าเป็นมู่ลี่ไม้ไผ่ เปิดปิดได้
ตรงหน้ามีก๊อกน้ำเย็นสำหรับกดน้ำดื่มบริการตัวเอง
น้ำเย็นเจี๊ยบบบบบ ไม่อั้น และฟรี
เริ่มต้นลงมือทำข้อสอบตามที่ต้องการ
จะแอบลอกเพื่อนข้าง ๆ ก็ได้ ไม่มีใครว่า
แต่รู้สึกว่าตัวเองจะเลือกข้อสอบระดับกลาง ๆ เกือบทั้งหมด
เสียดาย ไม่ได้สะกิดถามข้อสอบจาก “นี่ซัง” ข้าง ๆ ที่ซู้ดราเมง ดังซี้ดซ้าด
ทำข้อสอบเสร็จก็เรียกคนมาเก็บ พร้อมการ์ดรายการอาหาร
คนที่อยู่ด้านในนั้น เฮียแกจะหน้าตาเป็นยังไงไม่ทราบได้
เห็นแค่แขน ได้ยินแต่เสียง โตะ ๆ ตะ ๆ ซึ่งหูไม่กระดิกสักคำ
นั่งรอ พร้อมฟังเสียงซี้ดซ้าดจากโต๊ะข้าง ๆ ได้ไม่นาน
ราเมงน้ำข้นชามใหญ่ก็มาวางตรงหน้า พร้อมเสียงโนะ เนะ อีกรอบ
ได้แต่ส่งสัญญาณตอบรับกลับไปว่า “อาริงาโตะโกะไซมัส” ตามเคย
ราเมงน้ำซุปหอม หวาน อร่อย กลมกล่อม
ซอสพิเศษของร้านที่สั่งในระดับเผ็ดกลาง เผ็ดได้ที่อยู่
อุตส่าห์ปรามาสว่าพริกญี่ปุ่นจะเผ็ดสักแค่ไหนเชียว
เส้นราเมงเหนียวนุ่ม ในระดับกลางตามที่ตอบข้อสอบไว้
หมู (ติดมัน) ตุ๋นนุ่มละมุนละไม เอร็ดอร่อย
หอมกลิ่นต้นหอมญี่ปุ่นนิด ๆ
ด้าน “คุณปลาทอง” สั่งเส้นและหมูแบบพิเศษมาโดยไม่ได้ตั้งใจ
ไม่ได้ถามว่ารสชาติเป็นไงแฮะ
![]()
![]()
และก็เหมือนเคย อาหารที่ญี่ปุ่น เยอะเหลือเกิน
และคนญี่ปุ่นก๊อกินเร็วเหมือนเคย กินเกลี้ยงทั้งน้ำซ้งน้ำซุป
อิคนต่างด้าวสองคนทางนี้กดดันอีกแล้ว
ยิ่งคราวนี้ กดดันเป็นสองเท่าเพราะด้านนอกมีคนเข้าคิวรออีกเพียบ
อร่อยมาก และอิ่มมาก ไปตามระเบียบ
กินเสร็จเหมือนได้รับการปลดปล่อยจิตวิญญาณ
พร้อมจะกลับไปนอนเอาแรง สำหรับเที่ยววันต่อไป
ก่อนอื่นแวะกักตุนสเบียงเช้าที่ซุปเปอร์ฯ ในสถานี JR
ข้างนอกมืดค่ำแล้ว แต่ผู้คนยังเดินกันขวักไขว่
ไฟฟ้าตามถนนหนทางสว่างไสว
อากาศเย็นกว่าตอนกลางวัน แต่อยู่ในระดับที่รับได้
เท่านี้แหละ
สำหรับวันแรกของการเหยียบแผ่นดินอาทิตย์อุทัย
… … .
สรุปมูลค่าความเสียหายวันแรก
Keisei Skyliner Narita terminal 1 to Ueno 2400 Y
Tokyo Metro 1 day open ticket 600 Y
2 days open ticket 980 Y
เมล่อน 100 Y
ข้าวแกงกะหรี่ 500 Y
Coke 160 Y
ราเมง 790 Y
พุดดิ้ง (315 x 2) 630 Y
mizuya cider (น้ำคุณชาย) 147 Y