4


                                  What you wanted was someone
                                  Who was the very opposite of me
                               I can see the red threads connecting
                                           I am the blue thread

August 11, 2011

Koiji. We meet again
Our waiter reminded me of Shaun Evaristo. HEHEHEHE. He was kinda shy though it was cute.

SOSO @ninoangel and I wanted to eat here so we did.

oh and I apologize in advance because I forgot to take a picture of the menu so I could list down what was exactly inside what we ordered we I’m just listing what I see/remember.

image


Dyanamite Roll
Shrimp tempura, cucumber, roe.

When Nino asked our waiter what the thing sticking out in the middle was, our waiter simply replied “oh it’s uh.. decoration..” and then walked away hahaha. We were debating whether it was yam or bacon. Nino, being an adventurous soul, took a nibble and found that it was just deep fried yam. woo. 
It was a pretty generic roll but the green stuff on the outside with the sesame seeds added a lot to the taste. I think it was parsley. 

image

image


Dragon Roll
bbq eel, shrimp tempura, avocado and roe.

Nino’s first time having eel and I heard no complaints from him so I assume he found it to be yummy. I thought it was pretty good too but nothing special from other rolls.

image

 

image


Philly Roll
Smoked salmon, cream cheese, avocado and lime

Despite my not taking a picture of the menu, I’m 110% sure of what’s inside of here. AHH SO GOOD. Undoubtedly the best of the 3. The lime just gave this dish an entire 180 degree turn. It is such a brilliant idea and a unique twist on your average philly roll. I seriously recommend this to any and everyone sweet jesus it is so good. It was Nino’s favourite of the three too.
HOWEVER, the pieces were pretty big. I had to open my mouth extra wide to fit it in. This factor doesn’t hinder the taste or the radiation of awesome but it was embarrassing to eat because I had a really difficult time chewing it all -.-

For dessert, we wanted to get the ice cream trio (three different flavours homemade ice cream) but they didn’t have any in (AGAIN) so we asked to see the menu again because I was determined to eat dessert. The two other choices were Creme Brulee and Tofu Tiramisu. We asked how big the desserts were but our waiter didn’t know so he called one of the chefs over [we were sitting right beside the sushi bar so the chef could just talk to us over the counter] and asked him. The chef was nice enough to bring a the bowl they put the creme brulee in and said that the tiramisu was more than double the size of the creme brulee so we just decided to get the tiramisu.

image

image


Tofu Tiaramisu topped with fresh fruits

Ahh the blueberry was got rolled around when our waiter put the dish down so perfect plating was ruineeddddddd. 

We asked the chef what the thing with the big leaves was and he said it was a gooseberry. We just kinda laughed for a little while because at first we thought it was just plastic and then I ate it. The moment I bit into it, it just kinda exploded in my mouth. It’s got the texture of the skin of an orange. By skin I don’t mean the rind but the thin outer layer you get when you cut the orange and leave it out a bit and some kind of see-through layer starts to form. I hope you know what I mean because I really have no other way of explaining it >.<
It was kinda super sour with a hint of sweet. Not really something I would eat like a grape but it was definitely an interesting experience.
The tiramisu itself wasn’t bad though. I’m not too fond of the tofu in there but I won’t complain. The cake layer was kinda soggy and I didn’t enjoy eating that too much. I wouldn’t order this dish next time but I have no regrets trying it.

This place has CERTAINLY improved since last time I went and I’ll be sure to come back another time.

246 40 Country Hills Landing NE
Calgary, AB 
ของที่ระลึก



เขาตัดสินใจออกไปหาเธอตามคำชวน

โดยปกติโคอิจิถูกมองเป็นพวกสันโดษ ค่อนข้างจะพูดน้อย ไม่ค่อยเข้าหาใครก่อนมากนัก แต่ถ้ามีใครเข้ามาคุยด้วยเขาก็ไม่ปฏิเสธการสนทนาระหว่างกัน ทว่านั่นก็เกิดขึ้นไม่บ่อย ดังนั้นหลายครั้งเขาจึงไม่มีโอกาสเปิดปากพูดกับใครเลยตลอดทั้งวัน

โคอิจิไม่ได้ชอบอ่านหนังสือ แต่ยามที่เขาถือหนังสือในมือคนอื่น ๆ จะเว้นระยะห่างจากเขาในแบบที่เขาต้องการพอดี ไม่เข้ามาใกล้เขาถ้าไม่ใช่ธุระสำคัญ ไม่ออกห่างจากกันและกันมากเสียจนเขามองไม่เห็นเลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง

บางครั้งก็มีคนที่เข้ามาใกล้ชิด แต่ก็ทนอยู่ในวงโคจรของเขาได้ไม่นานนัก ดังนั้นในตอนที่ยูมิส่งข้อความมาหาเขา เขาคิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นแบบนั้น เธออาจจะวนเวียนอยู่ข้างตัวเขาอีกสักพัก แต่จะนานแค่ไหนนั้นเป็นเรื่องที่ยากคาดเดา

เมื่อพบกัน ยูมิดึงเขาเข้าไปในย่านการค้า ผู้คนพลุกพล่านเพราะว่าร้านต่าง ๆ ยังคงเปิดบริการอยู่ พอเห็นแบบนั้นโคอิจิเองจากที่อยากไปด้วยก็กลายเป็นไม่อยากเสียแล้ว

"งั้นนายอยากไปที่ไหนล่ะ" ยูมิเอ่ยถามขึ้นมาเมื่อได้ยินเขาพึมพำบ่นว่าแถวนี้คนเยอะจะตาย โชคร้ายที่เขาเองก็ไม่มีที่อื่นที่อยากไป สุดท้ายเลยปล่อยให้อีกฝ่ายนำทางฝ่าฝูงคนเข้าไปยังใจกลางของย่านนั้นในที่สุด

พวกเขาแวะซื้อน้ำผลไม้ปั่น ต่อด้วยการเดินเข้าร้านเสื้อผ้า พอหยิบจับกันไปมาก็ได้เสื้อมาคนละตัวสองตัว จนกระทั่งผ่านร้านขายตุ๊กตาถักและของที่ระลึกยูมิถึงได้มีท่าทีกระตือรือล้นขึ้นก่อนจะชักชวนให้เขาลองแวะเข้าไปดูด้วยกัน ทว่าเมื่อก้าวเข้าไปแล้วในร้านกลับเงียบเหงากว่าที่คิดทั้งที่หน้าร้านตกแต่งด้วยสีสันอ่อนหวานสดใส เจ้าของร้านก็ไม่ปรากฏตัวให้เห็นทั้งที่ประตูร้านก็ไม่ได้ล็อกอยู่แท้ ๆ

"แปลกจัง" ยูมิเอ่ยขึ้นพลางกวาดสายตามองไปรอบ ๆ แต่เธอก็ไม่ได้ใส่ใจอยู่นานนัก ในเมื่อตั้งใจจะเข้ามาดูเฉย ๆ อยู่แล้วการที่เจ้าของร้านไม่อยู่เฝ้ามันก็ดีเหมือนกัน หญิงสาวเดินไล่ดูตุ๊กตาและของที่ระลึกบนชั้นวางระดับต่าง ๆ อย่างไม่รีบร้อน ขณะที่ชายหนุ่มที่มาด้วยกันกับเธอยืนอยู่กลางร้านและมองไปรอบ ๆ จนกระทั่งสายตาไปสะดุดเข้ากับตุ๊กตาหน้าตาประหลาด ๆ บนชั้นวางหลังเคาน์เตอร์ เขาจึงเดินอ้อมโต๊ะเคาน์เตอร์ไปเพื่อจะหยิบมันมาดู แต่แล้วปลายเท้าของเขาก็เหยียบเข้ากับน้ำที่เจิ่งนองอยู่บนพื้นเสียก่อน…

แต่ไม่ นั่นไม่ใช่น้ำ แต่เป็นกองเลือดสีแดงเข้มที่กระจายออกเป็นวงกว้าง บนกองเลือดที่ว่าเป็นร่างของคุณลุงวัยกลางคนสวมผ้ากันเปื้อนลายคุณหมีน่ารักที่น่าจะเป็นเครื่องแบบของร้าน และเมื่อมองเลยไปอีกนิดก็จะพบเครื่องคิดเงินที่ลิ้นชักของมันถูกเปิดทิ้งไว้ เงินที่ควรจะมีอยู่ในนั้นบ้างก็หายไปเสียหมด

แล้วโคอิจิก็พบว่าตัวเองถือมีดอยู่ในมือ

ความจริงคือ แต่เดิมเงินทอนที่เตรียมไว้ในเครื่องนั้นมีอยู่ไม่ถึงห้าพันเยน ตัวเขาบุกเข้ามาอย่างใจเย็น ตรงไปที่เคาน์เตอร์เหมือนจะสอบถามอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ชักมีดออกมา จ้วงแทงคุณลุงเจ้าของร้านนับสิบแผล ผ้ากันเปื้อนที่เคยสวมใส่อยู่ทุกวันขาดเป็นริ้วพร้อมกับเลือดที่พุ่งทะลักออกมาย้อมทุกอย่างกลายเป็นสีแดงฉาน โคอิจิออกอาการหัวเสียขึ้นมาเมื่อพบว่าเงินที่มีอยู่ในเครื่องนั้นน้อยนิด แถมในตัวคุณลุงหน้าโง่นี่ก็ไม่มีเงินสักเยน แต่ช่างปะไร… ถ้าแค่ต้องการเงิน เขาคงไม่ต้องแทงเหยื่อซ้ำแล้วซ้ำอีก

มันต้องมีเหตุผลที่จะฆ่าใครสักคนให้ตายคามืออย่างโหดเหี้ยม
มันต้องมีเหตุผลอะไรสักอย่างที่จะทำให้คน ๆ หนึ่งก่อการฆาตกรรม

ทว่าไม่ใช่เขาที่ฆ่า
เขาเพียงแต่สวมบทฆาตกรในหัวตัวเอง
คุณลุงเจ้าของร้านได้ตายจากไปก่อนที่เขาจะได้รู้จักกัน

"ทำอะไรอยู่เหรอ" ยูมิยื่นหน้าข้ามโต๊ะเคาน์เตอร์เข้ามาดู ก่อนจะร้อง "อุ๊ย" ขึ้นเมื่อเห็นศพที่พื้น โคอิจิเงยหน้าขึ้นมองยูมิและเลิกคิดถึงฆาตกรชั่วคราว แต่ในหัวกลับมีเรื่องของยูมิตอนที่พวกเขาพบกันในรถไฟปรากฎขึ้นมา

"คุณลุงตายแล้ว" โคอิจิว่า "ชิงทรัพย์ล่ะมั้ง"

ยูมิส่ายหน้าก่อนตอบว่า “ไม่ใช่หรอก” แต่ว่าไม่ได้อธิบายอะไรต่อ

'ไม่ใช่หรอก' เป็นคำตอบเดียวกับของโคอิจิ
ยูมิผ่านมันมาแล้วเธอย่อมรู้ดีกว่าเขา
รู้ถึงความเกลียดชัง กดดัน…สิ่งที่ไม่อาจปล่อยวางได้
ความเกลียดที่ทำให้ฆ่า

"ตุ๊กตา" เขาเอ่ยขึ้น "เอาไปกันเถอะ"

โคอิจิหยิบถุงจากใต้เคาน์เตอร์มาหลายใบก่อนจะส่งให้ยูมิ ในทีแรกเธอมองเขาอย่างงง ๆ แต่แล้วก็เผยท่าทางอารมณ์ดีออกมาและเดินไปเลือกตุ๊กตาใส่ถุง เขาไม่ทันได้สนใจว่าเธอเอาอะไรไปบ้าง แต่เขาเอื้อมหยิบตุ๊กตาตัวที่เล็งไว้แต่แรกลงถุงใบหนึ่งก่อนจะยืนลังเลอยู่อีกสักครู่ แต่เขาไม่มีอะไรอย่างอื่นในร้านที่อยากได้ หรือว่าสนใจ จนกระทั่งเขาย้อนกลับมามองคุณลุงเจ้าของร้าน…

สิ่งที่เขาสนใจในตอนนี้คือความเกลียด
ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสิ่งที่เขาทำตกหล่นหายไป

ในเมืองที่ไม่มีใครสนใจใคร…
หรือว่าจะมีแค่เขาที่ยังไม่เคยฆ่าคน

เมื่อเดินออกจากร้านมากับยูมิ ในมือของเขามีถุงสองใบ ใบหนึ่งใส่ตุ๊กตาหน้าประหลาดของเขา อีกใบมีผ้ากันเปื้อนขาดลุ่ยที่ชุ่มไปด้วยเลือดและเริ่มจะจับตัวแข็งแห้งกรัง

โชคดีที่ถุงของร้านเป็นถุงทึบ จึงไม่มีใครมองเห็นสิ่งที่อยู่ในนั้นเลย



I agree! It seems everyone else I’ve asked about Koiji says that it’s overpriced for the quality which I wouldn’t completely disagree on but I don’t think one soul could resist their desserts no matter the price..

โคอิจิ



วันสิ้นโลกอาจจะมาถึงและได้จากไปแล้ว โดยที่เราไม่เคยรู้
แต่สิ่งที่แน่ชัดคือ เราเป็นผู้เหลือรอดที่ยังคงอยู่…

โคอิจิขึ้นรถไฟสายนี้ทุกเช้า ในมือมีหนังสือเล่มเล็ก ๆ อยู่เสมอ บางครั้งมันเป็นสมุดจดคำศัพท์ บางครั้งเป็นนิยายเรื่องสั้น หรือบทกวีเล่มเล็ก ๆ เมื่อเขาก้มหน้าลงเพื่อใช้เวลาร่วมกับตัวอักษรตรงหน้า ผมแสกกลางที่ยาวปิดข้างแก้มก็ทิ้งตัวลงมาอีกเล็กน้อยประหนึ่งม่านดำที่ตัดขาดสายตาของเขาออกจากโลกภายนอก

มันควรจะเป็นอย่างนั้นถ้าไม่ใช่ว่าเขาเหลือบไปเห็นชายคนหนึ่งกำลังขยับตัวเข้าหานักเรียนหญิงแปลกหน้าอย่างเงียบเชียบจากทางด้านหลังเข้าเสียก่อน
 
เด็กหนุ่มละสายตาจากตัวหนังสือแล้วเบนสายตาลอบมองคนทั้งคู่ผ่านม่านเส้นผม เมื่อถูกชายคนนั้นเข้าประชิดตัวเด็กสาวก็ขยับห่างไป แต่ตู้รถไฟที่คราคร่ำด้วยผู้คนไม่มีทางให้เธอหนีไปไหนได้ไกลนัก ชายคนนั้นจึงค่อย ๆ ขยับเข้าใกล้ขึ้นอีกครั้ง มันแทรกนิ้วลอดใต้กระโปรงของเธอเพื่อที่จะได้สัมผัสความนุ่มนวลของสาวแรกรุ่นได้อย่างถนัดมือ

โคอิจิก้มลงอ่านหนังสือที่อ่านค้างไว้ต่อ

ก็มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร แล้วก็ไม่ใช่เรื่องของเขา เด็กหนุ่มคล้ายว่าได้ยินเสียงพูดปนสะอื้นแผ่ว ๆ บางทีอาจเป็นเสียงของเธอ ซึ่งคนอื่น ๆ เองก็คงได้ยินเหมือนกัน แต่แล้วยังไงล่ะ ไม่มีใครหันไปมองสองคนนั้นเลยสักคน สายตาของพวกเขากำลังจับจ้องไปที่อะไรบางอย่าง โทรศัพท์มือถือ ข้อความอีเมล์ กำลังแกะเล็บตัวเอง แสร้งทำเป็นหลับ นั่งใส่หูฟังที่เปิดเพลงดังสนั่น หรือจดจ่ออยู่กับหน้าหนังสือดังเช่นตัวเขา

'เธอเป็นคนโดนนะ ก็ช่วยเหลือตัวเองหน่อยสิ'
‘นั่นก็แค่พวกบ้ากาม แค่กรี๊ดออกมามันก็หงอแล้วน่า…’
'หัดสู้เสียบ้างสิ'

โคอิจิเงยหน้าขึ้นอีกครั้งเมื่อรู้สึกถึงการแตกฮือของฝูงชนในรถ

พวกคนที่อยู่ใกล้ ๆ ขยับเข้ามาเบียดเขาเหมือนหวาดผวาเพราะอะไรบางอย่าง มีเสียงที่ฟังดูประหลาดใจส่งเสียงขึ้นมาจากหลายคนบริเวณนั้น เด็กหนุ่มมองไปยังสาวน้อยที่เพิ่งถูกคุมคามจากชายแปลกหน้า แทนที่จะเป็นเสียงร่ำร้องขอความช่วยเหลือ มันกลับกลายเป็นมีดคัทเตอร์ในมือของเธอแทนที่ร้องออกมาว่ามีเหตุร้ายเกิดขึ้นกับเธอที่นี่ หลังจากนั้นเสียงประกาศว่ารถกำลังจะจอดที่สถานีดังก้องขึ้น กลุ่มผู้ชายด้านหลังของเธอขยับตัวเข้าใกล้ประตูฝั่งหนึ่งเหมือนเตรียมจะลงจากรถ เด็กสาวจึงเงื้อมีดในมือขึ้นและพุ่งตรงเข้าไปหากลุ่มคนเหล่านั้นทันที

"…นั่นเธอจะทำอะไรน่ะ" โคอิจิเผลอขยับตัวเบียดคนอื่นเข้าไปหาเธอ แต่ไม่ทันการ มีดในมือของเด็กสาวถูกปักเข้าที่ลำคอของชายคนหนึ่งในกลุ่ม เธอกระชากมีดออก ปล่อยให้ลำน้ำสีแดงเข้มพุ่งออกมาจากร่างของอีกฝ่าย ชายคนนั้นส่งเสียงสำลักเหมือนคนกำลังจะจม มือกุมลำคอ ก่อนจะเซไปเกาะที่จับข้าง ๆ ประตู

สถานีอิคาบาเนะ… เสียงประกาศดังแว่วในโสตประสาทของพวกเขาทุกคนที่นั่น ทุกสายตาจับจ้องเป็นหนึ่งเดียวกัน คือร่างของชายที่ล้มลงจมกองเลือดกลางฝูงชนที่อัดแน่นกันอยู่ในรถไฟ หญิงสาวเงยหน้าและเงื้อมีดขึ้น ทำท่าจะเดินเข้าหาคนต่อไป แต่จังหวะนั้นเองที่โคอิจิคว้ามือเธอไว้ ทั้งสองสบตากันชั่วครู่ ก่อนที่โคอิจิจะพูดขึ้นว่า

"ไม่เป็นไรนะ"

ไม่เป็นไรนะอะไร… เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่เมื่อประตูเปิด เขาจูงมือเธอ รีบเดินออกมาจากรถไฟขบวนนั้น มีบางคนที่ลงสถานีนี้เหมือนกัน และบางส่วนก็ยังอยู่ในรถเพราะยังไม่ถึงที่หมาย ความตื่นตระหนกเงียบหายไปตั้งแต่เด็กสาวลดมีดในมือลง ศพของชายคนนั้นนอนแน่นิ่งอยู่ที่พื้น คนใหม่ที่เดินเข้ามาในรถเมื่อพบศพก็เดินเลี่ยงเข้าไปอยู่ตรงมุมอื่นของรถไฟแทน โคอิจิและเด็กสาวที่ยืนอยู่เคียงกันหันไปมองภาพในตู้รถขบวนนั้น ก่อนที่มันจะปิดประตูลงและแล่นหายไปตามรางไกลสุดสายตา

เขาไม่ได้บอกเธอว่า ชายคนที่ลวนลามเธอ แท้จริงแล้วยังคงยืนหน้าซีดเซียวอยู่ข้างศพของอีกคนในรถขบวนนั้น

"ไม่มีใครคิดจะทำอะไรเลยหรือ" เธอพูดขึ้นระหว่างที่พวกเขาเดินออกจากสถานีมาด้วยกัน

"ที่นี่เป็นเมืองที่ไม่มีใครสนใจใคร แค่คนตายคนเดียว มันไม่ไปกระทบอะไรนักหรอก" โคอิจิตอบขณะกำลังเก็บหนังสือลงกระเป๋า

"เรื่องที่ทุกคนรู้ว่าฉันโดนลวนลาม แต่ไม่มีใครทำอะไรต่างหาก" เธอหันมามองเขา ทำหน้าดุ "แย่ที่สุดเลย"

"…นั่นสินะ"

"เสื้อก็เลอะหมดแล้ว เพิ่งซื้อมาใหม่แท้ ๆ" เธอบ่นต่อ พลางก้มดูชุดนักเรียนตัวเองที่เปรอะเป็นรอยจุด ๆ สีแดง

"ไม่มีใครสนใจหรอกน่า" เขาว่า "ที่นี่ไม่มีใครสนใจใคร…"

"แต่ว่านายทักฉันนี่" หญิงสาวหันมายิ้มให้เขา เธอไขว้มือไว้ข้างหลัง ในมือยังถือคัทเตอร์เปื้อนเลือดไว้พร้อมกระเป๋า เธอพูดถูก…เขาจับตาดูเธอมาตั้งแต่ตอนที่โดนคุมคามในรถไฟแล้ว แต่เขาเองก็ไม่ได้ทำอะไรเหมือนกันจนกระทั่งเธอชักมีดออกมา ที่ห้ามไปก็แค่คิดว่าโดนจับโน่นนี่นิด ๆ หน่อย ๆ แค่นี้แล้วจะฆ่าจะแกงกันเลยหรือไง ก็เท่านั้นเอง… แต่บอกไปก็ไม่รู้มีดนั้นจะหันมาปลิดชีวิตเขาแทนหรือเปล่า โคอิจิเลยตัดสินใจที่จะเก็บความจริงพวกนั้นเหยียบไว้ใต้เท้าตัวเองแทน

"เพราะถ้าเกิดมีคน ‘สนใจ’ ขึ้นมา เธอก็อาจจะต้องเข้าคุกน่ะสิ…" เขาตอบเอาใจ ขณะที่หญิงสาวเริ่มหันรีหันขวาง ดูเหมือนว่าเส้นทางไปโรงเรียนของเธอจะต้องเลี้ยวไปอีกทางนั่นเอง

"ต้องไปแล้วล่ะ อ๊ะ ฉันชื่อยูมินะ…นี่ ฉันขอเมล์ไว้ได้ไหม"

"โคอิจิ…" เขาแนะนำตัวสั้น ๆ ก่อนจะหยิบมือถือขึ้นมาส่งที่อยู่เมล์ให้

ยูมิเดินเร่งฝีเท้าไปอีกทางขณะที่เขายังยืนอยู่ที่เดิม เมื่อทอดสายตามองตามไป เขามองเห็นเธอเจอกลุ่มเพื่อนผู้หญิงที่ใส่ชุดนักเรียนแบบเดียวกัน ยูมิถือมีดวิ่งเข้าไปทักทายอรุณสวัสดิ์ และดูเหมือนจะเล่าเรื่องต่าง ๆ นานาที่เจอมาเมื่อครู่ ทำให้กลุ่มเพื่อนสาวส่งเสียงแหลมขึ้นอย่างแปลกใจ บางคนเข้ามาจับแขนเธอไว้และถามว่า แล้วเป็นอะไรหรือเปล่า

ในบรรดาเพื่อนสาวเหล่านั้นก็มีอยู่หลายคนที่บนเสื้อที่รอยเลือดเปรอะอยู่มากน้อยต่างกัน บอกให้รู้ว่าไม่ใช่ยูมิคนเดียวที่ต้องเจอเหตุการณ์อย่างนั้น หรือบางคนอาจจะแย่กว่าด้วยซ้ำ

แต่หญิงสาวควรจะรู้ว่าภายใต้ท่าทีเป็นห่วงเป็นใยของเพื่อนสาวด้วยกัน ใต้นั้นคือความว่างเปล่า เหมือนมิตรภาพบาง ๆ ที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นระหว่างเขากับเธอก็เช่นกัน เหมือนที่เธอไม่สนใจการฆ่าที่อาจจะผิดตัว ไม่สนใจคนบริสุทธิ์ที่ต้องตายไปมากกว่าความปลอดภัยของเธอเอง เหมือนการที่เพื่อน ๆ ของเธอก็ไม่สนใจว่าเธอเพิ่งจะทำให้ใครบางคนถึงแก่ความตายกับมือ เหมือนการที่ทุกคนคิดว่าเธอควรจะลุกขึ้นสู้เองเพราะพวกเขาก็ไม่อยากเป็นฝ่ายช่วย

โคอิจิเก็บมือถือลงกระเป๋ากางเกง นึกถึงภาพของศพที่นอนตายโดดเดี่ยวในตู้รถไฟ และไม่มีใครสักคนที่จะหยิบมือถือขึ้นแจ้งตำรวจ เพราะการต้องไปให้ปากคำอาจจะทำให้พวกเขาไปทำงานสาย

นั่นก็เพราะว่าที่นี่เป็นเมืองที่ไม่มีใครสนใจใครเลย


Close

July 5, 2011 [part 2/4]

my other friend’s dishes..
He got some deep fried tofu thing and when they served the dish, all this weird squirmy stuff was just on top being alive and whatever.
I hope you enjoy the commentary. 

… just so you know, I’m not speaking in this. 


EDIT//
okie my friend just told me that the alive thing is katsuobushi

Text
Photo
Quote
Link
Chat
Audio
Video